• :

 

พระธรรมนางรูธ :4:1-6

crop-1423037090554

โบอาส แต่งงานกับนางรูธ

1 โบอาสไปที่ประตูเมืองและนั่งอยู่ที่นั่น ดูสิ ญาติสนิทซึ่งโบอาสกล่าวถึงเดินผ่านมา โบอาสจึงกล่าวว่า “เพื่อนเอ๋ย แวะนั่งที่นี่ก่อน” เขาก็แวะมานั่งลง

2 ท่านจึงไปนำพวกผู้ใหญ่ในเมืองนั้นมาสิบคนกล่าวว่า “เชิญนั่งที่นี่เถิด” พวกเขาก็นั่งลง

3 ท่านจึงพูดกับญาติสนิทคนนั้นว่า “นาซึ่งเป็นส่วนของเอลีเมเลคญาติของเรานั้น นาโอมีผู้กลับมาจากดินแดนโมอับอยากขายเสีย

4 ข้าพเจ้าเองคิดว่า ข้าพเจ้าจะเปิดเผยให้ท่านทราบ และขอบอกว่าจงซื้อไว้ ต่อหน้าคนที่นั่งอยู่ที่นี่และต่อหน้าพวกผู้ใหญ่ของชาวเมืองเรา ถ้าท่านจะไถ่ไว้ก็จงไถ่เถอะ ถ้าท่านไม่ไถ่จงบอกข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะได้ทราบ นอกจากท่านแล้วไม่มีใครมีสิทธิ์ไถ่ได้ ข้าพเจ้าเองมีสิทธิ์ถัดท่านไป” ผู้นั้นจึงบอกโบอาสว่า “ข้าพเจ้าจะไถ่เอง”

5 แล้วโบอาสบอกว่า “ในวันที่ท่านซื้อที่นาจากมือนาโอมีนั้น ท่านก็จะได้รูธชาวโมอับ แม่ม่ายของผู้ตายด้วย เพื่อนามของผู้ตายจะได้สืบต่อไปบนมรดกของเขา”

6 ญาติสนิทคนนั้นตอบว่า “ข้าพเจ้าจะไถ่เพื่อตนเองอย่างนั้นไม่ได้ จะทำให้มรดกข้าพเจ้าเสียไป ท่านจงเอาสิทธิในการไถ่ของข้าพเจ้าไปไถ่เองเถอะ เพราะข้าพเจ้าไถ่ไม่ได้แล้ว”

 ด้วยความยินดีครับ ขออนุญาตขยายความ หรือ “อรรถา” ข้อความ นางรูธ 4:1-6 เพิ่มเติมดังนี้

บริบทก่อนหน้า

ก่อนหน้านี้ นางรูธ (หญิงชาวโมอับซึ่งเป็นแม่หม้าย) ได้ติดตามนาโอมี (แม่สามีชาวยูดาห์) กลับมายังเบธเลเฮม เธอได้ไปเก็บรวงข้าวที่นาไร่ของโบอาส ซึ่งเป็นญาติสนิทฝ่ายสามีผู้ล่วงลับ นาโอมีเห็นว่าโบอาสเป็นผู้มีคุณสมบัติเป็น “ผู้ไถ่” (kinsman-redeemer หรือ โกเอล) ได้ จึงวางแผนให้นางรูธไปเปิดผ้าคลุมเท้าโบอาสที่ลานนวดข้าว เพื่อขอให้ท่านรับหน้าที่ไถ่ถอนชื่อและมรดกของครอบครัว โบอาสรับปากว่าจะจัดการ แต่ต้องให้ญาติที่ใกล้ชิดกว่า (ซึ่งมีสิทธิ์ไถ่ก่อนท่าน) ตัดสินใจก่อน

อรรถาธิบายทีละข้อ

ข้อ 1

โบอาสไปที่ “ประตูเมือง” ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหาร การค้า และการตัดสินคดีความของชาวอิสราเอล การนั่งรออยู่ตรงนี้แสดงว่าโบอาสดำเนินการตามกฎหมายอย่างเปิดเผยและสุจริต เมื่อเห็นญาติสนิทคนนั้นเดินผ่าน ท่านเรียกเขาว่า “เพื่อนเอ๋ย” (หรือ “ท่านนั่น” ตามต้นฉบับ) นั่นคือการเจรจาอย่างสุภาพแต่แน่วแน่ ญาติคนนั้นยอมมานั่งด้วย แสดงว่าไม่ได้มีปัญหาส่วนตัว หรืออย่างน้อยก็ยังไม่รู้เรื่องที่จะเสนอ

ข้อ 2

โบอาสเรียก “ผู้ใหญ่ในเมืองนั้นมาสิบคน” ตามธรรมเนียมของอิสราเอล (เทียบกับ อพยพ 18:21-25; กันดารวิถี 11:16-17) สิบคนนี้น่าจะเป็นตัวแทนของชุมชนในการเป็นพยานและรับรองข้อตกลง การมีพยานเอกสารเพื่อความถูกต้องตามกฎหมาย

ข้อ 3

โบอาสแจ้งว่าที่ดินที่เคยเป็นของ “เอลีเมเลค” (สามีของนาโอมี) กำลังจะถูกนาโอมีขาย กฎหมายในเลวีนิติ 25:25 ระบุว่าถ้าญาติขายที่ดินไปเพราะความจน ผู้ไถ่ (ญาติสนิท) มีหน้าที่ไถ่คืน เพื่อรักษามรดกของเผ่าไว้ ตรงนี้โบอาสยังไม่ได้เอ่ยถึงรูธหรือเรื่องการสืบเชื้อสาย

ข้อ 4

โบอาสเปิดโอกาสให้ญาติสนิทใช้สิทธิ์ซื้อที่ดินก่อน ท่านพูดต่อหน้าพยานสิบคน ถ้าญาติไม่เอาก็ให้บอก แล้วโบอาสจะรับช่วงทำเอง นี่เป็นการดำเนินการตามพิธีการอย่างโปร่งใส ไม่แอบอ้าง

ข้อ 5

โบอาสเพิ่มเงื่อนไขที่สำคัญสุด: “ในวันที่ท่านซื้อที่นาจากมือนาโอมี… ท่านก็จะได้รูธชาวโมอับ แม่ม่ายของผู้ตายด้วย เพื่อนามของผู้ตายจะได้สืบต่อไป” แปลว่า การไถ่ที่ดินนั้นไม่ได้แค่ได้ที่ดินเปล่า ๆ แต่ต้องรับภาระแต่งงานกับรูธ และให้กำเนิดบุตรคนแรกเพื่อรับมรดกและสืบทอดชื่อของมาห์โลน (สามีเดิมของรูธ) ตามธรรมเนียมการแต่งงานแบบ “เลวีเรต” (Deuteronomy 25:5-10) ในกรณีนี้ไม่ใช่พี่น้องร่วมบิดา แต่เป็นญาติเชิงกฎหมายที่ขยายไปถึงผู้ไถ่ครอบครัว

ข้อ 6

ญาติสนิทเปลี่ยนใจทันที: “ข้าพเจ้าจะไถ่เพื่อตนเองอย่างนั้นไม่ได้ จะทำให้มรดกข้าพเจ้าเสียไป” เหตุผลทางเศรษฐกิจและสังคม – ถ้าเขามีลูกกับรูธ ลูกคนนั้นจะได้ที่ดินต่อจากมาห์ลอน ซึ่งจะตัดสิทธิของทายาทของเขาเอง ทำให้เขาต้องเสียทั้งเงินค่ารื้อถอนที่ดิน และทายาทโดยตรงของเขากลับได้มรดกน้อยลง เขาจึงบอกให้โบอาสทำแทน

ความสำคัญในเรื่อง

· การกระทำของโบอาสเป็นแบบอย่างของความซื่อสัตย์และเกียรติยศ ท่านไม่ได้รีบใช้สิทธิ์โดยไม่แจ้งญาติที่ใกล้ชิดกว่า

· ญาติคนแรกทำตามกฎหมายโดยถูกต้อง แต่เลือกที่จะสละสิทธิ์เพราะเห็นว่าไม่คุ้มกับภาระส่วนตัว

· ผลที่สุด โบอาสรับไถ่ทั้งที่ดินและนางรูธ นำไปสู่สายเลือดของกษัตริย์ดาวิด และในพระคัมภีร์ใหม่ถึงพระเยซูคริสต์

· เหตุการณ์นี้สอนว่าการไถ่ (redemption) ในพระคัมภีร์ไม่ใช่แค่ซื้อคืนที่ดิน แต่หมายถึงการฟื้นฟูชื่อ ตระกูล อนาคต และความหวัง เหมือนกับที่พระเจ้าทรงไถ่มนุษย์ผ่านทางพระคริสต์

หากต้องการให้อรรถาธิบายลึกถึงนิติธรรมอิสราเอล หรือเทียบกับกฎหมายอื่น ๆ เพิ่มเติม บอกได้เลยครับ