พระธรรมมาระโก บทที่ 14:22-26

22 ระหว่างอาหารมื้อนั้น พระเยซูทรงหยิบขนมปังมา ทรงขอบพระคุณ แล้วหักส่งให้แก่เหล่าสาวกตรัสว่า “จงรับเถิด นี่เป็นกายของเรา”
23 แล้วพระองค์จึงทรงหยิบถ้วย ขอบพระคุณและส่งให้เขา เขาก็รับไปดื่มทุกคน
24 แล้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “นี่เป็นโลหิตของเราอันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาใหม่ ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อคนเป็นอันมาก
25 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เราจะไม่ดื่มน้ำผลแห่งเถาองุ่นนี้ต่อไปอีกจนวันนั้นมาถึง คือวันที่เราจะดื่มใหม่ในอาณาจักรของพระเจ้า”
26 เมื่อร้องเพลงสรรเสริญแล้ว พระองค์กับเหล่าสาวกก็พากันออกไปยังภูเขามะกอกเทศ
แน่นอนครับ ขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มาระโก 14:22-26 (ฉบับ KJV) ในแง่มุมต่างๆ ดังนี้ครับ
1. บริบทของเหตุการณ์
ข้อความนี้อยู่ในช่วง “อาหารค่ำมื้อสุดท้าย” (The Last Supper) ก่อนที่พระเยซูจะถูกจับกุมและตรึงกางเขน เหตุการณ์นี้เป็นการฉลองเทศกาลปัสกา (Passover) ของชาวยิว ซึ่งระลึกถึงการที่พระเจ้าช่วยชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์ พระเยซูทรงเปลี่ยนความหมายของอาหารปัสกานี้ให้เป็นสัญลักษณ์ของการช่วยไถ่บาปของมนุษย์ผ่านการสิ้นพระชนม์ของพระองค์
2. ความหมายของ “กาย” และ “โลหิต”
· “This is my body” (นี่เป็นกายของเรา) – ขนมปังที่หักเป็นตัวแทนของร่างกายของพระเยซูที่จะถูกทรมานและหัก (สิ้นพระชนม์) เพื่อมนุษย์ พระองค์ตรัสว่า “Take, eat” (จงรับกินเถิด) เป็นการเชิญให้ผู้เชื่อมีส่วนในความทุกข์ทรมานและการสิ้นพระชนม์ของพระองค์อย่างลึกซึ้ง
· “This is my blood of the new testament” (นี่เป็นโลหิตของเราอันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาใหม่) – โลหิตในพระคัมภีร์หมายถึงชีวิตและการลบล้างบาป พันธสัญญาเดิมใช้โลหิตสัตว์มาชำระบาปชั่วคราว แต่พระเยซูทรงใช้โลหิตของพระองค์เองเพื่อตั้ง พันธสัญญาใหม่ (New Covenant) ซึ่งให้การอภัยบาปถาวรแก่ทุกคนที่เชื่อ
3. คำว่า “ใหม่” ในข้อ 25
“I will drink no more of the fruit of the vine, until that day that I drink it new in the kingdom of God.”
พระเยซูทรงประกาศว่าจะไม่ดื่มน้ำผลจากเถาองุ่นอีกเลย จนกว่าจะได้ดื่ม “ใหม่” ในอาณาจักรของพระเจ้า คำนี้ชี้ไปที่ งานเลี้ยงในอาณาจักรแห่งสวรรค์ (The Messianic Banquet) เมื่อพระองค์จะกลับมาอีกครั้งและร่วมรับประทานอาหารกับประชากรของพระองค์ในสภาวะที่สมบูรณ์แบบ นี่คือความหวังของการเสด็จกลับมาครั้งที่สอง
4. การร้องเพลงสรรเสริญ (ข้อ 26)
“And when they had sung an hymn”
หลังจากรับประทานอาหารแล้ว พวกเขาร้องเพลงสดุดี (โดยทั่วไปเชื่อว่าคือ สดุดี 115-118 ซึ่งเป็นชุดเพลง “ฮัลเลล” – Hallel) ที่ใช้ในเทศกาลปัสกา การร้องเพลงนี้แสดงถึงความเชื่อและการถวายเกียรติ แม้พระเยซูจะทรงทราบว่าอีกไม่นานจะทรงถูกทรยศและสิ้นพระชนม์ แต่พระองค์ยังคงทรงนมัสการพระเจ้า
5. นัยสำคัญทางเทววิทยาสำหรับคริสเตียน
· เป็นที่มาของ พิธีศีลมหาสนิท (Eucharist หรือ Holy Communion / Lord’s Supper) ที่คริสตจักรยึดถือปฏิบัติสืบมา
· คริสตจักรโปรเตสแตนต์ (รวมถึงผู้นับถือ KJV) มองว่า ขนมปังและเหล้าองุ่นเป็น สัญลักษณ์ ที่ระลึกถึงการเสียสละของพระคริสต์ (ไม่ใช่เปลี่ยนเป็นกายและโลหิตจริงๆ เหมือนในนิกายโรมันคาทอลิก)
· เน้นย้ำว่า ความรอดไม่ได้เกิดจากการรักษาพระบัญญัติอีกต่อไป แต่เกิดจากความเชื่อในโลหิตของพระเยซูที่ชำระบาป
6. ความแตกต่างของฉบับ KJV กับฉบับแปลอื่น ๆ
· KJV ใช้คำว่า “new testament” (พันธสัญญาใหม่) ในข้อ 24 ขณะที่บางฉบับแปลว่า “new covenant” เพราะคำภาษากรีกเดิมคือ διαθήκη (diatheke) แปลได้ทั้งสองแบบ
· สำนวนของ KJV ฟังดูโบราณและเคร่งขรึม เหมาะสำหรับการท่องจำและใช้ในพิธีกรรม
หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมหรือต้องการให้ช่วยอธิบายศัพท์หรือแนวคิดไหนอีก ยินดีมากครับ ขอพระเจ้าอวยพรท่านครับ 🙏