ข่าวประเสริฐและพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 53
- :
พระธรรมยอห์น20:24-31

ครับ ขออรรถาธิบายเพิ่มเติมสำหรับ ยอห์น 20:24-31 เพื่อให้เห็นความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
1. โธมัสผู้สงสัย (ข้อ 24-25)
โธมัสไม่ได้อยู่กับสาวกกลุ่มแรกที่เห็นพระเยซูหลังคืนพระชนม์ ชื่อ “ดิทิมัส” (Didymus) แปลว่า “ฝาแฝด” เขาไม่ได้สงสัยเพราะดื้อรั้น แต่เพราะความรักและความจริงใจ – เขาต้องการหลักฐานที่จับต้องได้ ไม่ใช่ข่าวลือ คำพูดที่ว่า “ถ้าไม่เห็น...เราไม่เชื่อ” แสดงถึงมาตรฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งพระเยซูก็ทรงตอบสนองต่อความต้องการนั้นด้วยพระเมตตา
2. พระเยซูทรงยอมรับข้อจำกัดของมนุษย์ (ข้อ 26-27)
หลังจากแปดวัน พระเยซูเสด็จมาอีกครั้ง แม้ประตูจะปิดสนิท พระองค์ตรัสทักโธมัสโดยตรงโดยไม่ดุด่า ทรงเชื้อเชิญให้สัมผัสบาดแผล นี่แสดงว่าพระองค์ไม่ทรงตำหนิความสงสัยที่จริงใจ แต่ทรงใช้มันเป็นโอกาสเสริมสร้างความเชื่อให้เข้มแข็งขึ้น
3. คำประกาศสูงสุดของโธมัส (ข้อ 28)
“องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ และพระเจ้าของข้าพระองค์” (My Lord and my God) เป็นคำกล่าวที่ชัดเจนที่สุดในพระกิตติคุณที่ยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นทั้งเจ้านาย (Lord) และพระเจ้า (God) ในฉบับ KJV คำว่า “Lord” (Kyrios) และ “God” (Theos) ใช้กับพระเยซูโดยตรง ไม่มีข้อสงสัยว่าโธมัสเปลี่ยนจากผู้ไม่เชื่อมาเป็นผู้นมัสการพระเจ้าองค์จริง
4. บทเรียนเรื่อง “ความเชื่อโดยไม่เห็น” (ข้อ 29)
พระเยซูตรัสว่า “คนทั้งหลายที่ไม่ได้เห็นแต่ก็เชื่อก็เป็นสุข” นี่คือหัวใจของคริสเตียนทุกยุคทุกสมัย เราไม่ได้เห็นพระองค์ทางกาย แต่เราเชื่อโดยผ่านคำพยานของพระคัมภีร์และฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ความสุข (blessedness) นี้เหนือกว่าประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส
5. จุดประสงค์ของพระกิตติคุณยอห์น (ข้อ 30-31)
ยอห์นยอมรับว่ามีหมายสำคัญอื่นอีกมากที่พระเยซูทรงทำ แต่สิ่งที่เลือกมาเขียนนั้นมีเป้าหมายเดียว: เพื่อให้ผู้อ่านเชื่อว่าพระเยซูคือพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อเชื่อแล้วจะมีชีวิตในพระนามของพระองค์ ดังนั้นข้อพระคัมภีร์ตอนนี้จึงเป็นเหมือน “คำประกาศพันธกิจ” ของหนังสือยอห์นทั้งเล่ม
สรุปสาระสำคัญ
· พระเจ้าทรงเห็นอกเห็นใจผู้ที่สงสัยอย่างจริงใจ และทรงจัดเตรียมหลักฐานพอเพียง
· ความเชื่อที่เกิดจากการเห็นเป็นเรื่องดี แต่ความเชื่อโดยไม่เห็นนั้นได้รับพระพรยิ่งใหญ่กว่า
· จุดสูงสุดของความเชื่อคือการนมัสการพระเยซูในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระเจ้า
· พระคัมภีร์มีไว้เพื่อสร้างความเชื่อที่นำไปสู่ชีวิตนิรันดร์
หากต้องการเจาะลึกในประเด็นใดเพิ่มเติม เช่น ความหมายของ “ชีวิตในพระนามของพระองค์” หรือเทววิทยาว่าด้วยบาดแผลหลังการคืนพระชนม์ บอกได้เลยครับ
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 79
- ความเชื่อที่เลื่องลือไป:
พระธรรมโรม1:8-17

📖 อรรถกถา โรม 1:8-17 (อธิบายตามตัวบทและบริบท)
1. ข้อ 8-10 : การขอบพระคุณและการอธิษฐานไม่ว่างเว้น
เปาโลเริ่มด้วยการขอบพระคุณพระเจ้าเพราะ “ความเชื่อของท่านทั้งหลายเลื่องลือไปทั่วโลก” คริสตจักรในกรุงโรม (ซึ่งเปาโลยังไม่เคยไปเยือน) มีชื่อเสียงด้านความเชื่อแม้อยู่ใจกลางอาณาจักรโรมัน คำว่า “ทั่วโลก” ในที่นี้หมายถึงทั่วทั้งจักรวรรดิโรมัน เปาโลใช้คำว่า “รับใช้ด้วยชีวิตจิตใจ” (ข้อ 9) แสดงถึงการปรนนิบัติด้วยสุดจิตวิญญาณของเขา และเขา “เอ่ยถึงท่านทั้งหลายเสมอไม่ว่างเว้น” แสดงถึงความรักและภาระอันแรงกล้าที่มีต่อพี่น้องที่เขาไม่เคยเห็นหน้า
2. ข้อ 11-13 : ความปรารถนาที่จะไปเยี่ยมเพื่อหนุนใจกัน
เปาโลต้องการไปให้ “ของประทานฝ่ายจิตวิญญาณ” มิใช่ของประทานเหนือธรรมชาติแบบพิเศษ แต่หมายถึงคำสอน การหนุนใจ และการเสริมสร้างในความเชื่อ เขาย้ำว่าการรับใช้ของอัครทูตไม่ใช่ทางเดียว แต่เป็น “หนุนใจซึ่งกันและกัน” (ข้อ 12) – แม้เปาโลจะเป็นผู้รับใช้ใหญ่ ท่านก็ยังถ่อมใจว่าพี่น้องก็หนุนใจท่านได้เช่นกัน คำว่า “เก็บเกี่ยวผล” (ข้อ 13) หมายถึงการเห็นคนบาปกลับใจใหม่และเติบโตในความเชื่อ อุปสรรคที่ขัดข้องอาจหมายถึงการถูกขัดขวางโดยซาตานหรือพันธกิจที่อื่น
3. ข้อ 14-15 : “เป็นหนี้” ข่าวประเสริฐ
เปาโลประกาศว่า “ข้าพเจ้าเป็นหนี้” ทุกคน – ทั้ง “กรีก” (ผู้มีวัฒนธรรม) และ “ชาวป่า” (คนต่างชาติที่ถูกมองว่าด้อยวัฒนธรรม) ทั้งนักปราชญ์และคนเขลา นี่คือจิตสำนึกของผู้ได้รับความรอดแล้ว: ไม่ใช่ได้รับข่าวประเสริฐมาเพื่อตัวคนเดียว แต่เป็นหนี้ที่จะประกาศให้ทุกคน
4. ข้อ 16 : ไม่ละอายเพราะฤทธิ์เดชของพระเจ้า
หัวใจของพระธรรมโรม: “ข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ” ในสังคมโรมัน การนับถือพระเยซูที่ถูกตรึงกางเขนเป็นสิ่งน่าอับอาย แต่เปาโลประกาศว่าข่าวประเสริฐคือ “ฤทธิ์เดชของพระเจ้าเพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด” เรียงลำดับ “พวกยิวก่อน และพวกกรีกด้วย” แสดงว่าพระเจ้าทรงรักษาสัญญากับอิสราเอลก่อน แล้วจึงขยายไปถึงคนต่างชาติ
5. ข้อ 17 : ความชอบธรรมโดยความเชื่อ – ใจความสำคัญที่สุด
“ความชอบธรรมของพระเจ้า” ในที่นี้ไม่ใช่คุณลักษณะของพระเจ้า แต่เป็นสถานะที่พระเจ้าประทานให้แก่ผู้เชื่อโดยพระคุณ คือการที่พระเจ้าทรง “ทำให้คนบาปเป็นผู้ชอบธรรม” ผ่านความเชื่อในพระคริสต์ “โดยเริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ” (ek pisteōs eis pistin) – จากความเชื่อสู่ความเชื่อ หมายถึงทั้งเริ่มต้นด้วยความเชื่อ และดำเนินชีวิตต่อไปด้วยความเชื่อ หรือหมายถึงความเชื่อของพระเจ้าที่สำแดงผ่านความเชื่อของมนุษย์ หรือจากความเชื่อของผู้เผยพระวจนะในอดีตสู่ความเชื่อของผู้เชื่อปัจจุบัน เปาโลสรุปด้วยคำคมจาก ฮาบากุก 2:4 (ตามฉบับเซปตัวจินต์) ว่า “คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” – ความเชื่อไม่ใช่แค่หลักเริ่มต้น แต่เป็นวิถีชีวิตทั้งม
🙏คำเทศนาของ ท่านศาสนาจารย์ พิเศษ (มุมมองเทศนาและข้อปฏิบัติ)
เรียนท่านพี่น้องที่รัก
วันนี้เราเห็นหัวใจของอัครทูตเปาโล ท่านรักคนที่ไม่เคยเห็นหน้า ท่านอธิษฐานเผื่อเขาไม่ว่างเว้น ท่านมีความปรารถนาที่จะไปเยี่ยมเพื่อหนุนใจเขา นี่คือแบบอย่างของผู้รับใช้ที่แท้จริง – ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง แต่เพื่อเสริมกำลังพี่น้อง
และท่านประกาศว่า “ข้าพเจ้าเป็นหนี้” ท่านศาสนาจารย์ขอถามว่า: เราเคยรู้สึกเป็นหนี้ข่าวประเสริฐบ้างไหม? เรารู้สึกอับอายไหมเมื่อพูดถึงพระเยซูในที่ทำงาน ในโรงเรียน กับเพื่อนบ้าน? เปาโลบอกว่า “ข้าพเจ้าไม่มีความละอาย” – เพราะข่าวประเสริฐคือฤทธิ์เดชของพระเจ้า! ฤทธิ์เดชช่วยคนบาปให้รอดได้ ไม่ใช่แค่ทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่ช่วยให้รอดจากนรกและบาป
พี่น้องครับ หลายคนคิดว่าความเชื่อเป็นแค่ปฐมบท แล้วต่อไปต้องอาศัยการประพฤติหรือกฎบัญญัติ แต่พระคัมภีร์ยืนยันว่า “คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” – เริ่มด้วยความเชื่อ ดำเนินด้วยความเชื่อ สิ้นสุดด้วยความเชื่อ ไม่ใช่โดยการกระทำดีเพื่อให้รอด แต่โดยความเชื่อเราจึงรอด แล้วความเชื่อนั้นจะผลิตการกระทำดีออกมา
วันนี้ท่านกำลังวางใจในอะไร? วางใจในความดีของตนเอง? วางใจในพิธีกรรม? วางใจในบัพติศมา? จงหันมาวางใจในพระเยซูคริสต์ผู้เดียว! เพราะความชอบธรรมที่พระเจ้าทรงยอมรับนั้นมาโดยความเชื่อเท่านั้น
ขอให้เราเป็นคริสตจักรที่ชื่อเสียงเรื่องความเชื่อเลื่องลือ เหมือนคริสตจักรในโรม และขอให้เรามีใจของเปาโลที่ว่า “ข้าพเจ้าเต็มใจพร้อมที่จะประกาศข่าวประเสริฐ” อย่าละอาย อย่ากลัว เพราะฤทธิ์เดชของพระเจ้าอยู่กับเรา
อาเมน
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 81
- พระเยซูเข้ามาในโลกเพื่อคุณ:

พระธรรมยอห์น 3:14-18
14 โมเสสได้ยกงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใด บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น
15 เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระองค์จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ที่บังเกิดมา เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
17 เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงใช้พระบุตรของพระองค์เข้ามาในโลกเพื่อจะพิพากษาโลก แต่เพื่อช่วยโลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น
18 ผู้ที่เชื่อในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ แต่ผู้ที่มิได้เชื่อก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว เพราะเขามิได้เชื่อในพระนามพระบุตรองค์เดียวที่บังเกิดจากพระเจ้า
ข้อ 14-15: “และโมเสสได้ยกงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใด บุตรมนุษย์ก็จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น เพื่อทุกคนที่วางใจในพระองค์จะได้มีชีวิตนิรันดร์”
ข้อ 16: “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”
ข้อ 17: “เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงใช้พระบุตรมาในโลกเพื่อพิพากษาโลก แต่เพื่อโลกจะรอดโดยพระบุตรนั้น”
ข้อ 18: “ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็ไม่ถูกพิพากษา แต่ผู้ที่ไม่เชื่อก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว เพราะว่าไม่เชื่อในพระนามพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า”
อรรถาธิบายทีละส่วน
1. การเปรียบเทียบ “งูทองแดง” (ข้อ 14-15)
พระเยซูทรงอ้างถึงเหตุการณ์ใน กันดารวิถี 21:4-9 ที่ชาวอิสราเอลถูกงูพิษกัดเพราะบ่นต่อว่าพระเจ้า โมเสสจึงทำงูทองแดงปักไว้บนเสา ใครมองดูงูทองแดงนั้นก็จะหายจากพิษ
· ความหมายฝ่ายวิญญาณ: งูเป็นสัญลักษณ์ของ คำสาปแช่ง/บาป (เพราะงูในปฐมกาล) แต่งูทองแดงที่ถูกยกขึ้นหมายถึงพระเยซูผู้ “ทรงถูกทำให้เป็นบาปเพื่อเรา” (2 โครินธ์ 5:21) โดยพระองค์มิได้ทรงทำบาป
· “ถูกยกขึ้น” หมายถึงทั้ง การถูกตรึงบนไม้กางเขน (การสิ้นพระชนม์ทางกาย) และ การได้รับการยกชูขึ้นสู่สง่าราศี (การคืนพระชนม์และเสด็จขึ้นสวรรค์)
· หลักแห่งความรอด: “ทุกคนที่วางใจ” ไม่ใช่แค่มองดูเฉยๆ แต่คือการ วางใจอย่างหมดหัวใจ ในพระเยซู เหมือนคนที่ถูกงูกัดต้องจ้องมองงูทองแดงด้วยความเชื่อว่าจะหาย
2. หัวใจของข่าวประเสริฐ: ยอห์น 3:16 (ข้อ 16)
ข้อนี้เป็นพระคัมภีร์ที่โด่งดังที่สุด สรุปสาระสำคัญของความรอด:
· “พระเจ้าทรงรักโลก” – “โลก” (กรีก: kosmos) หมายถึงมวลมนุษย์ที่ตกอยู่ในบาป ไม่ใช่ธรรมชาติหรือสิ่งสร้างอื่น พระเจ้าไม่ได้รักเพราะเราดี แต่รักขณะที่เรายังเป็นคนบาป (โรม 5:8)
· “ประทานพระบุตรองค์เดียว” – การประทานหมายถึงการยอมให้พระบุตรสิ้นพระชนม์แทนเรา “องค์เดียว” (monogenēs) แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์และความรักอันล้ำลึกของพระบิดา
· “จะไม่พินาศ” – พินาศไม่ใช่การสูญสิ้น แต่คือการ ถูกแยกจากพระเจ้าชั่วนิรันดร์ (นรก)
· “มีชีวิตนิรันดร์” – ไม่ใช่แค่อยู่ตลอดไป แต่คือ คุณภาพชีวิตที่สัมพันธ์กับพระเจ้า เริ่มตั้งแต่เดี๋ยวนี้ และดำเนินไปเป็นนิตย์
3. จุดประสงค์ที่แท้จริงของพระเยซู (ข้อ 17)
พระเยซูเสด็จมา ไม่ใช่เพื่อตัดสินลงโทษ (แม้พระองค์ทรงมีสิทธิ์เพราะเป็นพระเจ้า) แต่ เพื่อช่วยให้รอด
· โลกอยู่ในสภาพถูกพิพากษาอยู่แล้วเพราะบาปของอาดัม (โรม 5:12) พระเยซูจึงมาเพื่อ พลิกคำพิพากษา ให้กับผู้ที่เชื่อ
· หากพระองค์มาเพื่อพิพากษาโดยตรง ทุกคนก็จะถูกตัดสิน แต่พระองค์มาเพื่อรับโทษแทนเรา
4. สถานะของผู้เชื่อและผู้ไม่เชื่อ (ข้อ 18)
· “ผู้ที่วางใจ…ก็ไม่ถูกพิพากษา” – ไม่ใช่เพราะความดีของตน แต่เพราะพระเยซูรับโทษแทนแล้ว ดังนั้นจึง พ้นโทษ โดยสิ้นเชิง
· “ผู้ที่ไม่เชื่อก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว” – คำพิพากษามิใช่สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าเท่านั้น แต่ ขณะที่ยังไม่เชื่อ เขาก็อยู่ในสภาพถูกตัดสินแล้ว เพราะเขาปฏิเสธทางเดียวที่จะรอด
· เหตุผล: “ไม่เชื่อในพระนามพระบุตรองค์เดียว” – พระนามหมายถึง สิทธิอำนาจและความเป็นพระเจ้า การไม่เชื่อคือการเหยียดหยามความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
สรุปสาระสำคัญสำหรับชีวิตคริสเตียน
1. การรักษาแบบเดิมคือพิธีกรรม (มองงูทองแดง) แต่ การรักษาแบบใหม่คือความเชื่อในพระเยซูที่ถูกยกขึ้นบนไม้กางเขน
2. ความรอดเป็นของขวัญ ไม่ใช่ผลงาน ไม่มีใครดีพอที่จะรอดได้เอง
3. มนุษย์มีสองทางเลือกเท่านั้น: เชื่อ→ชีวิตนิรันดร์ หรือ ไม่เชื่อ→พินาศ
4. พระเจ้าไม่ต้องการให้ใครพินาศ พระองค์ทรงทำทุกอย่างแล้ว เพียงแค่ให้เรารับด้วยความเชื่อ
หวังว่าอรรถาธิบายนี้จะเป็นประโยชน์ครับ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมถามได้เลยครับ 🙏
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 70
- หัวใจใหม่ของศักเคียส:
- ศักเคียสลูกของอับราฮัม:
พระธรรมลูกา19:1-10

ฝ่ายพระเยซูจึงเสด็จเข้าเมืองเยรีโคและกำลังจะทรงผ่านไป 2ดูเถิด มีชายคนหนึ่งชื่อศักเคียส ผู้ซึ่งเป็นนายด่านภาษีและเป็นคนมั่งมี 3ศักเคียสพยายามจะดูให้เห็นพระเยซูว่าพระองค์เป็นผู้ใด แต่ดูไม่เห็นเพราะคนแน่น ด้วยเขาเป็นคนเตี้ย 4เขาจึงวิ่งไปข้างหน้าขึ้นต้นมะเดื่อเพื่อจะได้เห็นพระองค์ เพราะว่าพระองค์จะเสด็จไปทางนั้น 5เมื่อพระเยซูเสด็จมาถึงที่นั่น พระองค์ทรงแหงนพระพักตร์ดูศักเคียสแล้วตรัสแก่เขาว่า “ศักเคียสเอ๋ย จงรีบลงมา เพราะว่าเราจะต้องพักอยู่ในบ้านของท่านวันนี้” 6แล้วเขาก็รีบลงมาต้อนรับพระองค์ด้วยความปรีดี 7เมื่อคนทั้งปวงเห็นแล้วเขาก็พากันบ่นว่า “พระองค์เข้าไปพักอยู่กับคนบาป” 8ฝ่ายศักเคียสยืนทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “ดูเถิด พระองค์เจ้าข้า ทรัพย์สิ่งของของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ยอมให้คนอนาถาครึ่งหนึ่ง และถ้าข้าพระองค์ได้ฉ้อโกงของของผู้ใด ข้าพระองค์ยอมคืนให้เขาสี่เท่า” 9พระเยซูตรัสกับเขาว่า “วันนี้ความรอดมาถึงครอบครัวนี้แล้ว เพราะคนนี้เป็นลูกของอับราฮัมด้วย 10เพราะว่าบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อจะแสวงหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด”
เรื่องของพระเยซูกับศักเคียสอยู่ในพระธรรมลูกา 19:1-10 เป็นเรื่องที่แสดงถึงการกลับใจและการให้อภัยอย่างลึกซึ้ง
ศักเคียสเป็นหัวหน้าคนเก็บภาษีในเมืองเยรีโค ร่ำรวย แต่ถูกคนทั่วไปดูถูกเพราะมักเก็บเกินกว่าที่ควร เขาอยากเห็นพระเยซูแต่ตัวเตี้ย จึงปีนต้นมะเดื่อเทศ เมื่อพระเยซูเสด็จมาถึง ทรงเงยหน้าบอกให้เขารีบลงมาเพราะจะพักที่บ้านของเขา คนรอบข้างบ่นว่าพระเยซูไปคบคนบาป
แต่ศักเคียสกลับใจจริง เขายืนประกาศว่าจะให้ครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินแก่คนจน และถ้าโกงใครจะคืนสี่เท่า พระเยซูจึงตรัสว่า "วันนี้ความรอดมาถึงครอบครัวนี้แล้ว เพราะบุตรมนุษย์มาเพื่อค้นหาและช่วยผู้หลงหายให้รอด"
ข้อคิดสำคัญ: การกลับใจไม่ใช่แค่พูด แต่ต้องแสดงออกด้วยการชดใช้และเปลี่ยนแปลงชีวิต และพระเยซูพร้อมให้อภัยทุกคนที่แสวงหาพระองค์อย่างจริงใจ ไม่ว่าใครจะมองว่าคนนั้นเป็นคนบาปแค่ไหนก็ตาม