
พระธรรมอิสยาห์ 29:9-16
อิสยาห์ 29:9-16 TNCV
[9] จงงงงันและประหลาดใจ ทำเป็นตาบอดมองอะไรไม่เห็น จงเมามายแต่ไม่ใช่เพราะเหล้า โซซัดโซเซแต่ไม่ใช่เพราะเมรัย [10] องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงนำการหลับใหลมาเหนือเจ้า พระเจ้าทรงปิดตาของเจ้า (คือผู้เผยพระวจนะ) พระองค์ทรงคลุมหัวของเจ้า (คือผู้ทำนาย) [11] นิมิตทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรเลยสำหรับเจ้านอกจากเป็นถ้อยคำที่ถูกปิดผนึกไว้ในหนังสือม้วน และหากเจ้ายื่นหนังสือม้วนให้คนที่อ่านออกและบอกว่า “ช่วยอ่านให้หน่อย” เขาก็จะตอบว่า “อ่านไม่ได้ มันถูกปิดผนึกไว้” [12] หรือหากเจ้ายื่นให้คนที่อ่านไม่ออกและบอกว่า “ช่วยอ่านให้หน่อย” เขาก็จะตอบว่า “อ่านไม่ออก” [13] องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “ประชากรเหล่านี้เข้ามาใกล้เราแต่ปาก ปากของพวกเขาพูดยกย่องเรา แต่ใจของพวกเขาห่างไกลจากเรา พวกเขานมัสการเรา ตามกฎเกณฑ์ที่มนุษย์สอนกันมาเท่านั้น [14] ฉะนั้นเราจะทำให้ประชากรเหล่านี้งงงวยอีกครั้ง ด้วยการอัศจรรย์ซ้อนการอัศจรรย์ สติปัญญาของคนมีปัญญาจะพินาศ ความฉลาดของคนฉลาดจะสูญสิ้น” [15] วิบัติแก่คนเหล่านั้นซึ่งไปยังที่ลึกล้ำ เพื่อซ่อนแผนการของตนไว้จากองค์พระผู้เป็นเจ้า เขาซุ่มทำการของตนในที่มืดและคิดว่า “ใครเล่าจะเห็นเรา? ใครเล่าจะรู้ได้?” [16] เจ้าทำให้สิ่งต่างๆ กลับตาลปัตร ราวกับว่าช่างปั้นเป็นดินเหนียว! ควรหรือที่สิ่งที่ถูกปั้นจะพูดกับช่างปั้นว่า “ท่านไม่ได้สร้างเรา”? ควรหรือที่หม้อไหจะพูดกับช่างปั้นว่า “ท่านไม่รู้อะไร”?
[17] ในไม่ช้าเลบานอนจะไม่กลับกลายเป็นท้องทุ่งอันอุดมสมบูรณ์หรือ? และท้องทุ่งอันอุดมสมบูรณ์จะดูเหมือนป่าหรือ? [18] ในวันนั้นคนหูหนวกจะได้ยินถ้อยคำในหนังสือม้วน และคนตาบอดจะมองฝ่าความมัวหม่นและมืดมิด และจะแลเห็น [19] ผู้ถ่อมใจจะชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าอีก คนขัดสนจะเปรมปรีดิ์ในองค์บริสุทธิ์แห่งอิสราเอล [20] คนอำมหิตจะสูญสิ้นไป คนถากถางจะหายหน้าไป คนที่ตาจดจ้องอยู่ที่ความชั่วจะถูกโค่นลง [21] คือบรรดาผู้ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ผู้วางกับดักไว้เล่นงานผู้ปกป้องความยุติธรรมในศาล และผู้ที่ให้การเท็จทำให้ผู้บริสุทธิ์ไม่ได้รับความยุติธรรม [22] ด้วยเหตุนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงไถ่อับราฮัมตรัสเกี่ยวกับวงศ์วานของยาโคบว่า “ยาโคบจะไม่ต้องอับอายอีกต่อไป พวกเขาจะไม่ต้องหน้าซีดหน้าเซียวอีกแล้ว [23] เมื่อพวกเขาเห็นผลงาน ที่เราทำท่ามกลางลูกหลานของพวกเขา พวกเขาจะรักษานามของเราให้บริสุทธิ์ พวกเขาจะยอมรับรู้ความบริสุทธิ์สูงส่งขององค์บริสุทธิ์แห่งยาโคบ และจะยืนสงบด้วยความยำเกรงพระเจ้าแห่งอิสราเอล [24] ผู้ที่ใจโลเลจะเข้าใจ ผู้ที่พร่ำบ่นจะยอมรับคำสอน”
: ภาพรวมของพระธรรมอิสยาห์ บทที่ 29
บทที่ 29 ของพระธรรมอิสยาห์เป็นส่วนหนึ่งของคำพยากรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการรุกรานของกองทัพอัสซีเรียและการกบฏของเยรูซาเล็มในช่วงประมาณ 705-701 ปีก่อนคริสตกาล โดยรวมแล้วข้อ 9-24 ในบทนี้เป็นการประณาม ความมัวเมา, ความหน้าซื่อใจคด และการวางแผนอย่างลับๆ ของผู้นำยูดาห์ ควบคู่ไปกับการทรงเรียกของพระเจ้าให้พวกเขากลับใจ
เนื้อหาและอรรถาธิบาย (อิสยาห์ 29:9-16)
1. ความมัวเมาทางวิญญาณ (ข้อ 9-10): การลงโทษที่ช่างน่าพิศวง
ข้อ 9 (THSV11): “จงงงงันและประหลาดใจเถิด จงทำตัวมืดบอดและมองไม่เห็นเถิด เขาเมาแต่ไม่ใช่ด้วยเหล้าองุ่น เขาเซแต่ไม่ใช่ด้วยสุรา”
ข้อ 10: “เพราะพระเยโฮวาห์ได้เทวิญญาณแห่งการหลับสนิทลงบนเจ้า พระองค์ทรงปิดตาของเจ้าไว้ (คือผู้พยากรณ์) และทรงคลุมศีรษะของเจ้าไว้ (คือผู้ทำนาย)”
- ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ประกาศว่าผู้คนถึงกับ “มึนงง” ไปแล้ว ซึ่งถูกบรรยายว่าไม่ใช่ความเมาจากสุรา แต่เป็น “ความมัวเมา” และ “ความมืดบอด” ทางฝ่ายวิญญาณที่เกิดจากการตัดสินใจของพวกเขาเอง
· ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าทรงอนุญาตหรือ “ทรงเทวิญญาณแห่งการหลับสนิท” ลงบนพวกเขา ซึ่งในมุมมองทางเทววิทยา นี่คือการที่พระเจ้าทรงมอบพวกเขาให้ตกอยู่ในสภาพที่ไม่อาจรับรู้ข่าวสารของพระองค์ได้ ซึ่งนับเป็นการลงโทษรูปแบบหนึ่ง
2. พระคัมภีร์ที่ถูกปิดผนึก (ข้อ 11-12): การปฏิเสธพระวจนะ
ข้อ 11: “และนิมิตทั้งสิ้นนั้นเป็นเหมือนถ้อยคำในหนังสือที่ผนึกไว้ เมื่อเขายื่นให้คนที่อ่านหนังสือได้พูดว่า ‘จงอ่านหนังสือนี้เถิด’ เขาจะตอบว่า ‘ทำไม่ได้ เพราะมันผนึกไว้’”
ข้อ 12: “หรือเมื่อเขายื่นหนังสือให้คนที่อ่านหนังสือไม่ออก และพูดว่า ‘จงอ่านหนังสือนี้เถิด’ เขาจะตอบว่า ‘ฉันอ่านหนังสือไม่ออก’”
- คำพยากรณ์ถึงพระเจ้าถูกเปรียบเหมือน “หนังสือที่ผนึกไว้” ไม่ว่าคนๆ นั้นจะอ่านออกหรือไม่ออก ต่างก็ปฏิเสธที่จะเข้าใจพระดำรัสของพระเจ้า
· สำหรับคนที่ “อ่านหนังสือออก” (ซึ่งหมายถึงผู้ที่ควรจะเข้าใจได้) 'หนังสือ' ก็ถูก “ผนึก” ไว้เพราะอคติในจิตใจของพวกเขาเอง ซึ่งมันบดบังความเข้าใจ
· ส่วนคนที่พูดว่า “อ่านหนังสือไม่ออก” ก็ใช้ความไม่รู้เป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ
· ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงทัศนคติของมนุษย์ที่ปฏิเสธการรับรู้ต่อพระเจ้า ซึ่งเกิดจากความดื้อรั้นและการไม่ยอมเชื่อฟัง
3. พิธีกรรมที่หน้าไหว้หลังหลอก (ข้อ 13-14): เฉกเช่นคำตำหนิของพระเยซู
ข้อ 13: “องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า ‘เพราะชนชาตินี้เข้ามาใกล้เราด้วยปากของเขา และให้เกียรติเราด้วยริมฝีปากของเขา แต่ใจของเขาห่างไกลจากเรา และความยำเกรงที่มีต่อเรานั้นเป็นไปตามคำสั่งสอนของมนุษย์ที่เขาท่องจำมา"
- นี่คือหัวใจของปัญหา: ผู้คนนมัสการพระเจ้าด้วย “พิธีกรรมของมนุษย์” เพียงภายนอก ขณะที่ “ใจของพวกเขาห่างไกล”
· การนมัสการกลายเป็นแค่กิจวัตรและความเคยชินที่สูญเสียชีวิตและจิตวิญญาณที่แท้จริง ซึ่งเป็นการหลอกลวงตัวเอง
· ข้อนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของพันธสัญญาใหม่ เนื่องจากพระเยซูทรงยกข้อความนี้มาโดยตรงเพื่อตำหนิพวกฟาริสีและธรรมาจารย์ถึงความหน้าซื่อใจคด ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าพระเจ้าทรงปรารถนาความสัตย์จริงจากภายใน (มัทธิว 15:8-9, มาระโก 7:6-7)
ข้อ 14: “เพราะฉะนั้น ดูเถิด เราจะทำสิ่งมหัศจรรย์กับชนชาตินี้อีก คือการมหัศจรรย์และการอัศจรรย์ยิ่งนัก สติปัญญาของคนมีปัญญาจะสูญสิ้นไป และความเข้าใจของคนฉลาดจะถูกปิดบังไว้”*
- เพื่อเป็นการตอบสนอง ผู้ทรงอำนาจจะทรงทำ “สิ่งมหัศจรรย์” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกลับตาลปัตรที่ภูมิปัญญาของมนุษย์จะไร้ผล
· อัครสาวกเปาโลก็นำข้อนี้มาใช้เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงทำลายสติปัญญา ของคนมีปัญญาและจะทำให้คนฉลาดของคนฉลาด สูญสิ้นไป (1 โครินธ์ 1:19)
· “ภูมิปัญญา” ของยูดาห์ (การวางแผนทางการเมือง การพึ่งพาอียิปต์) ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไร้ประโยชน์เมื่อเผชิญกับน้ำพระทัยของพระเจ้า
4. การกลับตาลปัตรกับพระผู้สร้าง (ข้อ 15-16): ความโง่เขลาของการซ่อนเร้น
ข้อ 15: “วิบัติแก่คนเหล่านั้นที่ซ่อนแผนการของเขาให้พ้นจากพระเยโฮวาห์ และกระทำกิจการของเขาในที่มืด แล้วพูดว่า ‘ใครเล่าเห็นเรา? และใครเล่ารู้จักเรา?’”
ข้อ 16: “การกลับความคิดของเจ้านั้นช่างน่ากลัวเสียนี่กระไร! เหมือนกับว่า ‘ผู้ปั้นควรจะนับว่าเท่ากับดินเหนียว’ สิ่งที่ถูกปั้นจะพูดถึงผู้ที่ปั้นมันได้หรือว่า ‘เขาไม่ได้ปั้นฉัน’ หรือสิ่งที่ถูกปั้นจะพูดถึงผู้ที่ปั้นมันได้หรือว่า ‘เขาไม่มีความเข้าใจ’?”
- ท้ายที่สุด อิสยาห์โจมตีการที่มนุษย์ ‘ซ่อนแผนการ’ จากพระเจ้า ซึ่งเป็นการพยายามแอบอำพรางการละเมิดและการกบฏ
· พวกเขาคิดว่าพระเจ้าไม่ทรงเห็น แต่ที่จริงนี่คือการปฏิเสธธรรมชาติของพระองค์โดยสิ้นเชิง
· ข้อ 16 เปรียบเปรยว่า มนุษย์ก็เหมือน ‘ดินเหนียว’ ที่พยายามโต้แย้ง ‘ผู้ปั้น’ ซึ่งเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความหยิ่งยโสและโง่เขลาที่สุดของมนุษย์ที่พยายามยกตนเองขึ้นมาเหนือสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง
· การคิดว่าตนเองมีปัญญาเหนือพระเจ้า ซึ่งเป็นรากเหง้าของบาปทั้งมวลที่จะต้องถูกกลืนหายไป
บทสรุปและการนำไปใช้
อิสยาห์ 29:9-16 เป็นบทเรียนเตือนใจสำหรับผู้เชื่อทุกยุคสมัยว่า:
1. การนมัสการที่แท้จริงต้องเกิดจากใจ: พระเจ้าไม่ทรงพอพระทัยในพิธีกรรมภายนอกที่ไร้ชีวิต แต่ทอดพระเนตรที่ความมุ่งมั่นตั้งใจและความรักที่จริงใจจากภายใน
2. อันตรายจากการหลงตัวเองและหลอกตัวเอง การเข้าร่วมกิจกรรมของคริสตจักรหรือมีความรู้ทางศาสนาอาจกลายเป็นเครื่องลวงตาได้ เราต้องตรวจสอบตนเองอยู่เสมอว่า ‘ใจ’ ของเราห่างไกลจากพระเจ้าหรือไม่
3. การยอมจำนนต่อพระผู้สร้าง: ท้ายที่สุดแล้ว เราคือ ‘ดินเหนียว’ ไม่ใช่ ‘ผู้ปั้น’ ความภาคภูมิใจในสติปัญญาของมนุษย์จะต้องถูกทำให้อับอายต่อหน้าความยิ่งใหญ่และการกระทำอันน่าอัศจรรย์ของพระองค์
- Layman's Bible Commentary on Isaiah 29
· Matthew Henry's Concise Bible Commentary
· Clarke's Commentary on Isaiah 29
· NET Bible Notes on Isaiah 29:9-16
· DrKerMinistry "ข้อล้ำลึก อิสยาห์ 29"
· SermonCentral "Meaningless Worship" PRO Sermon