ข่าวประเสริฐและพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 23
- :
พระธรรมโรมบทที่ 6:24

ข้อพระคัมภีร์ โรม 6:23 กล่าวว่า "เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานของพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา"
คำอธิบายมีดังนี้:
1. "ค่าจ้างของความบาปคือความตาย"
คำว่า "ค่าจ้าง" หมายถึงสิ่งที่เราสมควรได้รับจากการกระทำของเราเอง ความบาป (การละเมิดกฎของพระเจ้า) ทำให้มนุษย์ถูกแยกจากพระผู้เป็นเจ้าทั้งในปัจจุบันและนิรันดร์ ความตายที่กล่าวถึงนี้ไม่ใช่แค่การตายทางกายภาพ แต่รวมถึง ความตายฝ่ายวิญญาณ คือการพลัดพรากจากพระเจ้าและผลสุดท้ายคือการลงโทษนิรันดร์
2. "ของประทานของพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์"
ตรงกันข้ามกับ "ค่าจ้าง" คำว่า "ของประทาน" หมายถึงสิ่งที่เราไม่สมควรได้รับ แต่พระเจ้าประทานให้โดยไม่คิดมูลค่า ชีวิตนิรันดร์ไม่ใช่ผลจากการทำดี แต่เป็นสิ่งที่ได้มาโดยความเชื่อใน พระเยซูคริสต์ เท่านั้น (เปรียบเทียบ เอเฟซัส 2:8-9)
3. "ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา"
ชีวิตนิรันดร์จะเกิดขึ้นได้ก็โดยผ่านทางพระเยซูเท่านั้น เพราะพระองค์ทรงรับโทษแห่งความตายที่เราสมควรได้บนไม้กางเขน และทรงคืนพระชนม์เพื่อให้เรามีชีวิตใหม่กับพระเจ้า
สรุปง่ายๆ:
· ทางของมนุษย์ → ทำบาป → ได้ผลคือความตาย
· ทางของพระเจ้า → เชื่อในพระเยซู → ได้รับของขวัญคือชีวิตนิรันดร์
นี่จึงเป็นข่าวดี (พระกิตติคุณ) ที่เชิญชวนให้ทุกคนยอมรับของประทานนี้ โดยไม่ต้องพยายามหาเงินจ่ายค่าจ้างที่ตนไม่สามารถจ่ายไหวครับ
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 20
- :
จากความตายไปสู่ชีวิต

เอเฟซัส 2:1-10 ฉบับมาตรฐานไทย (THSV11)
1 ท่านทั้งหลายตายโดยการละเมิดและการบาปของท่าน
2 เมื่อก่อนพวกท่านเคยดำเนินชีวิตในการบาปนั้นตามวิถีของโลกนี้ ตามผู้ครอบครองที่มีอำนาจในฟ้าอากาศ คือวิญญาณที่ทำกิจอยู่ในพวกคนที่ไม่เชื่อฟังในเวลานี้
3 เมื่อก่อนเราทุกคนเคยประพฤติเหมือนพวกเขาตามตัณหาของเนื้อหนัง คือทำตามความต้องการของเนื้อหนังและของความคิด โดยวิสัยแล้วเราจึงเป็นคนที่สมควรได้รับการลงโทษเหมือนอย่างคนอื่นๆ
4 แต่พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา พระองค์ทรงรักเราโดยความรักอันใหญ่หลวงของพระองค์
5 ถึงแม้ว่าเราเป็นคนตายเนื่องจากการละเมิด พระองค์ยังทรงทำให้มีชีวิตอยู่ร่วมกับพระคริสต์ (พวกท่านได้รับความรอดแล้วด้วยพระคุณ)
6 และพระองค์ทรงทำให้เราเป็นขึ้นมาด้วยกันกับพระคริสต์ และทรงให้เรานั่งด้วยกันกับพระองค์ในสวรรคสถานในพระเยซูคริสต์
7 เพื่อว่าในยุคต่อๆ ไป พระองค์จะทรงสำแดงพระคุณอันอุดมเหลือล้นของพระองค์ ด้วยพระกรุณาที่มีต่อเราในพระเยซูคริสต์
8 เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รับความรอดแล้วด้วยพระคุณโดยทางความเชื่อ ความรอดนี้ไม่ใช่มาจากตัวท่าน แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า
9 ไม่ใช่มาจากการกระทำ เพื่อไม่ให้ใครอวดได้
10 เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ทำการดี ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ก่อนแล้วเพื่อให้เราดำเนินตาม
แน่นอนครับ ขออรรถาธิบาย เอเฟซัส 2:1-10 ตามนี้ครับ
บริบททั่วไป
อัครทูตเปาโลเขียนจดหมายถึงคริสตจักรในเมืองเอเฟซัส ช่วงต้นบทที่ 2 ท่านสรุปสภาพของมนุษย์ก่อนและหลังได้รับความรอด โดยเน้นว่าความรอดเป็นของประทานจากพระเจ้า มิใช่มาจากการกระทำของมนุษย์
ข้อ 1-3: สภาพเดิมที่ตายในบาป
“ท่านทั้งหลายที่ตายแล้วเพราะการละเมิดและบาปของท่าน…”
· “ตายแล้ว” หมายถึงการตายฝ่ายวิญญาณ คือแยกจากพระเจ้า ไม่มีชีวิตฝ่ายวิญญาณ แม้ร่างกายยังมีชีวิตอยู่
· สาเหตุคือ “การละเมิดและบาป” คือการก้าวข้ามขอบเขตของพระเจ้า และการพลาดเป้าหมายแห่งพระสิริของพระองค์
“…ซึ่งในอดีตท่านดำเนินตามวิถีของโลกนี้ ตามผู้ที่มีอำนาจในเวหาที่ครอบงำอยู่…”
· “วิถีของโลก” คือระบบค่านิยมที่ต่อต้านพระเจ้า
· “ผู้ที่มีอำนาจในเวหา” หมายถึงซาตาน (มาร) ที่ครอบงำคนที่ไม่เชื่อ
“…และเราเองทุกคนก็เคยประพฤติตามกิเลสตัณหาของเนื้อหนัง…”
· เปาโลรวมตัวเองด้วย (“เราเองทุกคน”) แสดงว่าทั้งชาวยิวและต่างชาติเคยตกอยู่ในสภาพเดียวกัน
· “เนื้อหนัง” ไม่ใช่ร่างกาย แต่หมายถึงธรรมชาติที่บาปและเห็นแก่ตัว
“…โดยธรรมชาติแล้วเราเป็นบุตรแห่งพระพิโรธเหมือนคนอื่นๆ”
· “พระพิโรธ” คือความยุติธรรมอันบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่ต้องลงโทษบาป
· มนุษย์ทุกคนโดยกำเนิด (ธรรมชาติที่ตกสู่บาป) จึงสมควรได้รับการพิพากษา
ข้อ 4-7: พระเจ้าทรงให้มีชีวิตใหม่โดยพระคุณ
“แต่พระเจ้าทรงอุดมด้วยพระเมตตา ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงรักเรา…”
· “แต่” เป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระคัมภีร์ แม้มนุษย์ไม่คู่ควร แต่พระเจ้าก็ยังทรงรัก
· “พระเมตตา” คือความสงสารผู้ที่ทุกข์ยาก (คือเราที่ตายในบาป)
“…แม้ว่าเราตายเพราะการละเมิดก็ตาม พระองค์ทรงทำให้เรามีชีวิตอยู่ร่วมกับพระคริสต์…”
· การกลับมามีชีวิตฝ่ายวิญญาณเป็นการร่วมกับพระคริสต์ในการฟื้นคืนพระชนม์ (เทียบกับ โรม 6:4-5)
“…โดยพระคุณท่านทั้งหลายได้รับความรอดแล้ว”
· “พระคุณ” คือพระเมตตาที่ไม่สมควรได้รับ เป็นของประทานฟรีๆ
· “ได้รับความรอดแล้ว” ใช้รูปอดีตสมบูรณ์ (perfect tense) แสดงว่าความรอดเป็นความจริงที่มั่นคงแล้วเมื่อเราเชื่อ
“…และพระองค์ทรงให้เราฟื้นคืนชีวิต และทรงให้เรานั่งร่วมในสวรรค์ในพระเยซูคริสต์”
· นี่คือการที่ผู้เชื่อได้รับการ “นั่งร่วมกับพระคริสต์” ในปัจจุบันทางฝ่ายวิญญาณ (แม้กายยังอยู่บนโลก) หมายถึงเรามีส่วนในชัยชนะและสิทธิอำนาจของพระองค์แล้ว
“…เพื่อจะทรงสำแดงในยุคที่จะมาถึงถึงพระคุณอันเลิศล้ำของพระองค์…”
· จุดประสงค์สูงสุดคือเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า แสดงให้เห็นความร่ำรวยแห่งพระคุณของพระองค์ตลอดนิรันดร์
ข้อ 8-10: ความรอดโดยความเชื่อ มิใช่โดยการกระทำ
“เพราะว่าโดยพระคุณท่านทั้งหลายได้รับความรอดผ่านทางความเชื่อ…”
· “โดยพระคุณ” เป็นเหตุ – ฝ่ายพระเจ้าให้
· “ผ่านทางความเชื่อ” เป็นเครื่องมือ – ฝ่ายมนุษย์ตอบรับ ไม่ใช่การกระทำดีใดๆ
“…และมิใช่เกิดจากตัวท่านเอง แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า…”
· ความรอด มิใช่ “การกระทำ” ของมนุษย์เลย แม้แต่ความเชื่อก็เป็นของประทานที่พระเจ้าประทานให้ (ฟีลิปปี 1:29) หรืออย่างน้อยความเชื่อเป็นเครื่องมือที่พระเจ้าทำให้เกิดขึ้นเมื่อพระองค์ทรงเรียกเรา
“…มิใช่เกิดจากการกระทำ เพื่อไม่ให้ผู้ใดอวดได้”
· ถ้าความรอดเกิดจากการกระทำดีของมนุษย์ มนุษย์ก็จะอวดตัวได้ แต่ที่นี่พระเจ้าให้หมด เพื่อพระสิริเป็นของพระองค์แต่ผู้เดียว
“…เพราะว่าท่านเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์…”
· “ฝีพระหัตถ์” (poiēma) รากเดียวกับคำว่า “กวี” หรือ “สิ่งที่ถูกสร้างขึ้น” คริสเตียนคืองานศิลปะชิ้นเอกที่พระเจ้าทรงสร้างใหม่ในพระคริสต์
“…ถูกทรงสร้างในพระเยซูคริสต์ให้กระทำการดี…”
· การกระทำดีไม่ใช่ สาเหตุ ของความรอด แต่เป็น ผลลัพธ์ ที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้เราดำเนินตาม
· เหมือนช่างฝีมือสร้างงานไว้สำหรับจุดประสงค์บางอย่าง พระเจ้าทรงออกแบบชีวิตเราให้ทำดีเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์
สรุปสาระสำคัญ
1. ก่อนเชื่อ – มนุษย์ตายฝ่ายวิญญาณ อยู่ใต้อำนาจบาปและซาตาน เป็นบุตรแห่งพระพิโรธ
2. พระเจ้าทรงริเริ่ม – ด้วยพระเมตตาและความรักอันยิ่งใหญ่ ทำให้เรามีชีวิตร่วมกับพระคริสต์
3. วิธีรับความรอด – โดยพระคุณผ่านทางความเชื่อเท่านั้น ไม่ใช่จากการกระทำดี
4. ผลลัพธ์ของความรอด – เราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า ถูกสร้างใหม่เพื่อทำการดีที่พระองค์ทรงเตรียมไว้
การอรรถาธิบายนี้เน้นให้เห็นว่า ความรอดเป็นของประทานฟรีทั้งหมด และชีวิตคริสเตียนที่แท้จริงจะต้องดำเนินในการดีที่พระเจ้าต้องการ ไม่ใช่เพื่อให้รอด แต่เพราะรอดแล้วครับ
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 25
- การที่พระคริสต์ทรงถ่อมพระองค์และทรงถูกยกขึ้น:
ฟิลิปปี 2:4-8

4 อย่ามองเฉพาะประโยชน์ส่วนตัวของตน แต่จงมองประโยชน์ของผู้อื่นด้วย
5 จงมีน้ำใจอย่างเดียวกันกับที่มีในพระเยซูคริสต์ คือ
6 แม้พระองค์ทรงอยู่ในสภาพของพระเจ้า แต่พระองค์มิได้ทรงถือว่าความเท่าเทียมกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่ต้องหวงแหน
7 แต่ทรงสละพระองค์เอง ทรงรับสภาพของผู้รับใช้ และทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์
8 และเมื่อทรงปรากฏเป็นมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลง ทรงยอมเชื่อฟังจนถึงความตาย กระทั่งความตายบนไม้กางเขน
คำอธิบายเนื้อหา ของ ฟิลิปปี 2:4-8 แยกเป็นรายข้อ เพื่อช่วยให้เข้าใจลึกขึ้นว่าทำไมพระคัมภีร์ตอนนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญของชีวิตคริสเตียน
ข้อ 4 – อย่ามองแก่ตัว
“อย่ามองเฉพาะประโยชน์ส่วนตัวของตน แต่จงมองประโยชน์ของผู้อื่นด้วย”
หมายถึงให้เปลี่ยนความคิดจาก “ฉันจะได้อะไร” เป็น “ฉันจะช่วยเขาอย่างไร” ไม่ใช่การทอดทิ้งตัวเอง แต่เป็นการไม่ยึดติดกับความสบายหรือผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก ผู้เชื่อถูกเรียกให้มีชีวิตที่ “เหลียวดูผู้อื่น” ด้วยความห่วงใยจริงใจ
ข้อ 5 – จงมีน้ำใจอย่างเดียวกับพระคริสต์
“จงมีน้ำใจอย่างเดียวกันกับที่มีในพระเยซูคริสต์”
น้ำใจที่ว่านี้คือ ความถ่อมใจและการเสียสละ พระเจ้าไม่ได้มองแค่การกระทำภายนอก แต่ทรงมองเจตคติในใจ คริสเตียนต้องเลิกคิดแบบโลก (ยกตน ข่มท่าน) แล้วรับเอาแบบอย่างของพระคริสต์มาตั้งเป็นมาตรฐานของชีวิต
ข้อ 6 – พระคริสต์ไม่หวงสิทธิ์ความเป็นพระเจ้า
“แม้พระองค์ทรงอยู่ในสภาพของพระเจ้า แต่พระองค์มิได้ทรงถือว่าความเท่าเทียมกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่ต้องหวงแหน”
พระเยซูทรงมีความยิ่งใหญ่สูงสุด (อยู่ในสภาพของพระเจ้า) แต่พระองค์ ไม่ยึดติด กับเกียรติสิริหรือสิทธิอำนาจนั้น ศัพท์ดั้งเดิมหมายถึงไม่จับไว้แน่นเหมือนโจรขโมยของ แสดงถึงความสมัครใจที่จะสละสิทธิ์ของพระองค์เอง
ข้อ 7 – ทรงสละและรับสภาพผู้รับใช้
“แต่ทรงสละพระองค์เอง ทรงรับสภาพของผู้รับใช้ และทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์”
· ทรงสละพระองค์ = ทำให้พระองค์ว่างเปล่า ไม่ใช่สละความเป็นพระเจ้า แต่สละสง่าราศีฝ่ายพระเจ้าในช่วงที่ทรงอยู่บนโลก
· สภาพผู้รับใช้ = พระองค์มาหาเราไม่ใช่มาเป็นกษัตริย์บังคับ แต่มาล้างเท้า ปรนนิบัติ จนถึงสิ้นพระชนม์เพื่อมนุษย์
· ถือกำเนิดเป็นมนุษย์ = พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ทรงรับธรรมชาติของเราที่อ่อนแอ ทรยศได้ เพื่อจะไถ่เรา
ข้อ 8 – ถ่อมและเชื่อฟังจนสิ้นใจ
“ทรงถ่อมพระองค์ลง ทรงยอมเชื่อฟังจนถึงความตาย กระทั่งความตายบนไม้กางเขน”
ถือเป็นจุดสูงสุดแห่งการถ่อมใจ:
· ถ่อมสามขั้น: สละสิทธิ์ → รับร่างมนุษย์ → ยอมตาย
· ยอมแม้กระทั่ง ความตายที่อัปยศที่สุด ของสมัยนั้น (ตายบนไม้กางเขน ถูกดูหมิ่นว่าเป็นคำสาปแช่ง) เพื่อแสดงถึงความรักที่ไม่มีขีดจำกัด
สรุปหลักที่ควรจำ
1. แบบอย่างของพระคริสต์ คือการสละสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของคนอื่น โดยไม่คิดถึงศักดิ์ศรีของตัวเองก่อน
2. การเชื่อฟัง คือทางแห่งการรับใช้ ไม่ใช่การควบคุม
3. ผู้เชื่อ ต้องมี “ความคิดใหม่” คือ ไม่ดึงดันในสิ่งที่ตัวเองควรได้ แต่มองหาโอกาสที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น และเพื่อรับใช้พระเจ้า
หากท่านอยากได้ตัวอย่างการนำข้อนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน (ครอบครัว ที่ทำงาน หรือคริสตจักร) ก็บอกได้นะครับ 🙏
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 40
พระธรรมมาระโก บทที่ 14:22-26

22 ระหว่างอาหารมื้อนั้น พระเยซูทรงหยิบขนมปังมา ทรงขอบพระคุณ แล้วหักส่งให้แก่เหล่าสาวกตรัสว่า “จงรับเถิด นี่เป็นกายของเรา”
23 แล้วพระองค์จึงทรงหยิบถ้วย ขอบพระคุณและส่งให้เขา เขาก็รับไปดื่มทุกคน
24 แล้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “นี่เป็นโลหิตของเราอันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาใหม่ ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อคนเป็นอันมาก
25 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เราจะไม่ดื่มน้ำผลแห่งเถาองุ่นนี้ต่อไปอีกจนวันนั้นมาถึง คือวันที่เราจะดื่มใหม่ในอาณาจักรของพระเจ้า”
26 เมื่อร้องเพลงสรรเสริญแล้ว พระองค์กับเหล่าสาวกก็พากันออกไปยังภูเขามะกอกเทศ
แน่นอนครับ ขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มาระโก 14:22-26 (ฉบับ KJV) ในแง่มุมต่างๆ ดังนี้ครับ
1. บริบทของเหตุการณ์
ข้อความนี้อยู่ในช่วง “อาหารค่ำมื้อสุดท้าย” (The Last Supper) ก่อนที่พระเยซูจะถูกจับกุมและตรึงกางเขน เหตุการณ์นี้เป็นการฉลองเทศกาลปัสกา (Passover) ของชาวยิว ซึ่งระลึกถึงการที่พระเจ้าช่วยชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์ พระเยซูทรงเปลี่ยนความหมายของอาหารปัสกานี้ให้เป็นสัญลักษณ์ของการช่วยไถ่บาปของมนุษย์ผ่านการสิ้นพระชนม์ของพระองค์
2. ความหมายของ “กาย” และ “โลหิต”
· “This is my body” (นี่เป็นกายของเรา) – ขนมปังที่หักเป็นตัวแทนของร่างกายของพระเยซูที่จะถูกทรมานและหัก (สิ้นพระชนม์) เพื่อมนุษย์ พระองค์ตรัสว่า “Take, eat” (จงรับกินเถิด) เป็นการเชิญให้ผู้เชื่อมีส่วนในความทุกข์ทรมานและการสิ้นพระชนม์ของพระองค์อย่างลึกซึ้ง
· “This is my blood of the new testament” (นี่เป็นโลหิตของเราอันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาใหม่) – โลหิตในพระคัมภีร์หมายถึงชีวิตและการลบล้างบาป พันธสัญญาเดิมใช้โลหิตสัตว์มาชำระบาปชั่วคราว แต่พระเยซูทรงใช้โลหิตของพระองค์เองเพื่อตั้ง พันธสัญญาใหม่ (New Covenant) ซึ่งให้การอภัยบาปถาวรแก่ทุกคนที่เชื่อ
3. คำว่า “ใหม่” ในข้อ 25
“I will drink no more of the fruit of the vine, until that day that I drink it new in the kingdom of God.”
พระเยซูทรงประกาศว่าจะไม่ดื่มน้ำผลจากเถาองุ่นอีกเลย จนกว่าจะได้ดื่ม “ใหม่” ในอาณาจักรของพระเจ้า คำนี้ชี้ไปที่ งานเลี้ยงในอาณาจักรแห่งสวรรค์ (The Messianic Banquet) เมื่อพระองค์จะกลับมาอีกครั้งและร่วมรับประทานอาหารกับประชากรของพระองค์ในสภาวะที่สมบูรณ์แบบ นี่คือความหวังของการเสด็จกลับมาครั้งที่สอง
4. การร้องเพลงสรรเสริญ (ข้อ 26)
“And when they had sung an hymn”
หลังจากรับประทานอาหารแล้ว พวกเขาร้องเพลงสดุดี (โดยทั่วไปเชื่อว่าคือ สดุดี 115-118 ซึ่งเป็นชุดเพลง “ฮัลเลล” – Hallel) ที่ใช้ในเทศกาลปัสกา การร้องเพลงนี้แสดงถึงความเชื่อและการถวายเกียรติ แม้พระเยซูจะทรงทราบว่าอีกไม่นานจะทรงถูกทรยศและสิ้นพระชนม์ แต่พระองค์ยังคงทรงนมัสการพระเจ้า
5. นัยสำคัญทางเทววิทยาสำหรับคริสเตียน
· เป็นที่มาของ พิธีศีลมหาสนิท (Eucharist หรือ Holy Communion / Lord’s Supper) ที่คริสตจักรยึดถือปฏิบัติสืบมา
· คริสตจักรโปรเตสแตนต์ (รวมถึงผู้นับถือ KJV) มองว่า ขนมปังและเหล้าองุ่นเป็น สัญลักษณ์ ที่ระลึกถึงการเสียสละของพระคริสต์ (ไม่ใช่เปลี่ยนเป็นกายและโลหิตจริงๆ เหมือนในนิกายโรมันคาทอลิก)
· เน้นย้ำว่า ความรอดไม่ได้เกิดจากการรักษาพระบัญญัติอีกต่อไป แต่เกิดจากความเชื่อในโลหิตของพระเยซูที่ชำระบาป
6. ความแตกต่างของฉบับ KJV กับฉบับแปลอื่น ๆ
· KJV ใช้คำว่า “new testament” (พันธสัญญาใหม่) ในข้อ 24 ขณะที่บางฉบับแปลว่า “new covenant” เพราะคำภาษากรีกเดิมคือ διαθήκη (diatheke) แปลได้ทั้งสองแบบ
· สำนวนของ KJV ฟังดูโบราณและเคร่งขรึม เหมาะสำหรับการท่องจำและใช้ในพิธีกรรม
หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมหรือต้องการให้ช่วยอธิบายศัพท์หรือแนวคิดไหนอีก ยินดีมากครับ ขอพระเจ้าอวยพรท่านครับ 🙏