ข่าวประเสริฐและพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์
จงฟังคำแนะนำและรับคำเตือนสติที่ขัดใจเพื่อจะได้ปัญญาสำหรับอนาคต
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 18
- พระธรรมสุภาษิต19:20-21:
พระธรรมสุภาษิต19:20-21

20 จงฟังคำแนะนำและรับคำเตือนสติเพื่อชาติจะได้ปัญญาสำหรับอนาคต 21 ในใจของมนุษย์มีแผนงานเป็นอันมากแต่พระประสงค์ของพระเจ้านั่นแหละจะดำรงอยู่ได้
การอรรถาธิบาย
ข้อ 20: “จงฟังคำแนะนำ และรับคำสั่งสอน เพื่อเจ้าจะได้เป็นคนมีปัญญาในบั้นปลายของเจ้า”
· การฟังและรับ หมายถึงท่าทีที่ถ่อมใจ ไม่แข็งข้อหรือดื้อรั้นต่อคำตักเตือน แม้บางครั้งคำแนะนำนั้นอาจเจ็บปวดหรือขัดกับความต้องการของตน
· คำแนะนำ ( counsel) และ คำสั่งสอน (instruction) ในภาษาฮีบรู มีความแตกต่างกันเล็กน้อย( nuance) : คำแนะนำมักมาในรูปแบบการชี้ทางจากผู้มีประสบการณ์ ส่วนคำสั่งสอนรวมถึงการฝึกวินัยหรือการแก้ไข
· ปัญญาในบั้นปลาย ไม่ใช่แค่ความรู้ แต่เป็นความสามารถในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องและราบรื่นเมื่อผ่านการลองผิดลองถูกภายใต้การชี้นำของพระเจ้าและคนรอบข้าง ปัญญาจะปรากฏชัดเมื่อเราอายุมากขึ้น หรือเมื่อผ่านพ้นวิกฤติไปได้เพราะได้ฟังก่อนหน้า
· หลักปฏิบัติ: อย่าดูถูกคำเตือนของพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือเพื่อนที่หวังดี จงเปิดใจทบทวนก่อนตัดสินใจ เพราะผลดีจะเกิดขึ้นในระยะยาว
ข้อ 21: “ในใจของมนุษย์มีแผนงานเป็นอันมาก แต่คำปรึกษาของพระเยโฮวาห์นั้นแหละ จะดำรงอยู่ได้”
· “แผนงานเป็นอันมาก” มนุษย์เป็นนักวางแผนโดยธรรมชาติ – เราคิดหลายทาง หลายเป้าหมาย บางข้อขัดแย้งกันเอง และหลายแผนล้มเหลวเพราะอยู่บนพื้นฐานของอัตตา หรือความไม่รู้เหตุการณ์ข้างหน้า
· คำปรึกษาของพระเยโฮวาห์ (the counsel of the LORD) หมายถึงพระดำริ แผนการ หรือพระประสงค์ของพระเจ้า ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นด้ายที่ถักทอประวัติศาสตร์และชีวิตแต่ละคนให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดของพระองค์ (ดู เอเฟซัส 1:11)
· จะดำรงอยู่ได้ (shall stand) – ในภาษาฮีบรูคำว่า “qum” แปลว่า ลุกขึ้น, ตั้งมั่น, ไม่ถูกโค่นล้ม แม้มนุษย์จะวางแผนสวนทางหรือพยายามขัดขวาง แต่แผนการของพระเจ้าย่อมสัมฤทธิ์ผลเสมอ (โยบ 42:2; อิสยาห์ 46:10)
· การประยุกต์ใช้:
1. ถ่อมใจในการวางแผน – เราควรวางแผนอย่างรอบคอบ (ข้อ 20) แต่ยอมให้พระเจ้าเป็นผู้กำหนดผลลัพธ์ (ยกตัวอย่าง ยากอบ 4:13-15)
2. วางใจเมื่อแผนพัง – เมื่อแผนของเราไม่เป็นดังหวัง ไม่ใช่ความล้มเหลวเสมอไป แต่พระเจ้าอาจกำลังทรงนำไปสู่แผนการที่ดีกว่า หรือป้องกันเราจากหายนะที่เรามองไม่เห็น
3. สันติสุข – เพราะรู้ว่าท้ายที่สุดสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้จะตั้งมั่น เราจึงไม่ต้องร้อนรนหรือหักโหมจนเกินเหตุ
สรุปเชื่อมสองข้อ:
ข้อ 20 เรียกร้องให้มนุษย์แสวงหาปัญญาโดยการฟังคำแนะนำจากภายนอกและจากพระเจ้า ส่วนข้อ 21 เตือนว่าแม้มนุษย์จะฉลาดแค่ไหน แผนของเราอาจเปลี่ยนแปลงหรือล้มเหลว แต่แผนการของพระเจ้าสูงสุดและแน่นอน ดังนั้นจงทำหน้าที่ของเราคือ “ฟัง รับ วางแผนอย่างมีปัญญา” และฝากผลลัพธ์ไว้กับพระองค์ – นั่นคือวิถีแห่งคนชอบธรรม
คำว่า "คำแนะนำและคำสั่งสอน" แปลเป็นภาษาฮีบรูได้ดังนี้:
עֵצָה וְהוֹרָאָה(อ่านว่า Etsah ve-Hora'ah)
· עֵצָה (Etsah) = คำแนะนำ, คำปรึกษา
· הוֹרָאָה (Hora'ah) = คำสั่งสอน, การชี้แนะ
หากต้องการสื่อถึง "คำสั่งสอน" ในเชิงศีลธรรมหรือวินัย (discipline) อาจใช้ מוּסָר (Musar) แทน ก็จะเป็น עֵצָה וּמוּסָר (Etsah u-Musar).
พระธรรมสดุดี126และการฟื้นฟูครั้งใหม่
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 29
- :
- Son's of korah psalm126:
พระธรรมสดุดี126

พระธรรมสดุดี 126 เป็นหนึ่งในบทเพลงสดุดีที่สั้นแต่ทรงพลังมาก จัดอยู่ในกลุ่ม “เพลงสดุดีแห่งการขึ้นไป” (บทที่ 120–134) ที่ชาวอิสราเอลใช้ร้องระหว่างเดินทางขึ้นไปนมัสการพระเจ้ากรุงเยรูซาเล็ม
นี่คือเนื้อหาและคำอธิบายเพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น:
พระคัมภีร์ (ฉบับมาตรฐาน)
1 เมื่อพระเจ้าทรงนำผู้ที่ถูกกวาดไปเป็นเชลยกลับคืนสู่ศิโยน
พวกเราก็เป็นเหมือนคนที่ฝัน
2 แล้วปากของเราก็เปี่ยมด้วยเสียงหัวเราะ
และลิ้นของเราก็เปี่ยมด้วยบทเพลงแห่งความยินดี
แล้วชนต่างชาติก็พูดกันว่า
“พระเจ้าได้ทรงกระทำกิจยิ่งใหญ่เพื่อพวกเขา”
3 พระเจ้าได้ทรงกระทำกิจยิ่งใหญ่เพื่อพวกเรา
เราก็ชื่นชมยินดี
4 ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงนำผู้ที่ถูกกวาดไปเป็นเชลยกลับคืนมา
เหมือนกับลำธารในเนเกบ
5 ผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา
จะเก็บเกี่ยวด้วยเสียงเพลงแห่งความยินดี
6 แม้ผู้ที่ออกไปร้องไห้ขณะหว่านเมล็ดพืช
แต่จะกลับมาด้วยเสียงเพลงแห่งความยินดี ขณะนำฟ่อนข้าวมา
บริบทและความหมาย
1. ช่วงเวลาของการหวนกลับ (ข้อ 1-3)
บทสดุดีนี้กล่าวถึงช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงนำชนชาติอิสราเอลกลับจากการเป็นเชลยในบาบิโลน (ประมาณ 538 ปีก่อนคริสตกาล)
- “เป็นเหมือนคนที่ฝัน” : ความสุขที่เกิดขึ้นยิ่งใหญ่เกินกว่าจะคาดคิด จนรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน ความเจ็บปวดที่ยาวนานถูกเปลี่ยนเป็นความชื่นชมอย่างไม่คาดฝัน
· “ชนต่างชาติก็พูดกันว่า” : การฟื้นฟูของประชากรของพระเจ้าเป็นพยานถึงฤทธานุภาพของพระองค์ต่อคนทั้งโลก
2. คำอธิษฐานเพื่อการฟื้นฟูที่สมบูรณ์ (ข้อ 4)
แม้จะกลับมาแล้ว แต่สถานการณ์ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ ผู้สดุดีจึงอธิษฐาน:
- “เหมือนกับลำธารในเนเกบ” : เนเกบคือทะเลทรายทางตอนใต้ของอิสราเอล ที่มีลำธารซึ่งแห้งขอดในช่วงฤดูแล้ง แต่เมื่อฝนตกในฤดูหนาว น้ำจะไหลหลากอย่างรวดเร็วและทำให้เกิดชีวิตขึ้นมาใหม่
· คำอธิษฐานนี้ หมายถึง ขอให้พระเจ้าทรงฟื้นฟูสิ่งที่ “แห้งแล้ง” ให้กลับมามีชีวิตชีวาอย่างรวดเร็วและอุดมสมบูรณ์
3. หลักการแห่งน้ำตาและการเก็บเกี่ยว (ข้อ 5-6)
นี่เป็นข้อพระคัมภีร์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของบทนี้ เป็นหลักการทางจิตวิญญาณที่อยู่นอกเหนือกาลเวลา:
- “ผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา” : การงานที่ทำท่ามกลางความยากลำบาก ความเจ็บปวด ความอดทน หรือการเสียสละ
· “จะเก็บเกี่ยวด้วยเสียงเพลงแห่งความยินดี” : ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ใช่แค่ความสำเร็จธรรมดา แต่เป็นความยินดีที่ลึกซึ้งและมีชัยชนะ
ข้อคิด
1. ความทรงจำคือพลัง : การระลึกถึงความยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงทำในอดีต (ข้อ 1-3) เป็นรากฐานของความหวังในปัจจุบัน เมื่อเรากำลังรอคอย “การฟื้นฟู” ครั้งใหม่
2. อย่ามองข้ามฤดูแห่งน้ำตา : ในชีวิตฝ่ายวิญญาณ บางครั้งเราอยู่ใน “ฤดูหว่าน” ที่ต้องเสียสละและเจ็บปวด บทสดุดีนี้รับรองว่า ฤดูนั้นไม่สูญเปล่า หากเราหว่านด้วยความเชื่อ น้ำตาเหล่านั้นจะกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่งอกงาม
3. พยานแก่โลก : การที่ผู้คนรอบข้าง (ชนต่างชาติ) เห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเราและยกย่องพระเจ้า ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของการฟื้นฟู
หากคุณกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่รู้สึกเหนื่อยล้า คล้ายกับ “เนเกบที่แห้งผาก” หรือกำลัง “หว่านด้วยน้ำตา” บทสดุดีข้อ 5-6 คือพระสัญญาที่จะช่วยให้คุณมีกำลังใจที่จะก้าวต่อไป
โธมัสไม่เชื่อ
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 17
- :
พระธรรมยอห์น20:24-31

ครับ ขออรรถาธิบายเพิ่มเติมสำหรับ ยอห์น 20:24-31 เพื่อให้เห็นความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
1. โธมัสผู้สงสัย (ข้อ 24-25)
โธมัสไม่ได้อยู่กับสาวกกลุ่มแรกที่เห็นพระเยซูหลังคืนพระชนม์ ชื่อ “ดิทิมัส” (Didymus) แปลว่า “ฝาแฝด” เขาไม่ได้สงสัยเพราะดื้อรั้น แต่เพราะความรักและความจริงใจ – เขาต้องการหลักฐานที่จับต้องได้ ไม่ใช่ข่าวลือ คำพูดที่ว่า “ถ้าไม่เห็น...เราไม่เชื่อ” แสดงถึงมาตรฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งพระเยซูก็ทรงตอบสนองต่อความต้องการนั้นด้วยพระเมตตา
2. พระเยซูทรงยอมรับข้อจำกัดของมนุษย์ (ข้อ 26-27)
หลังจากแปดวัน พระเยซูเสด็จมาอีกครั้ง แม้ประตูจะปิดสนิท พระองค์ตรัสทักโธมัสโดยตรงโดยไม่ดุด่า ทรงเชื้อเชิญให้สัมผัสบาดแผล นี่แสดงว่าพระองค์ไม่ทรงตำหนิความสงสัยที่จริงใจ แต่ทรงใช้มันเป็นโอกาสเสริมสร้างความเชื่อให้เข้มแข็งขึ้น
3. คำประกาศสูงสุดของโธมัส (ข้อ 28)
“องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ และพระเจ้าของข้าพระองค์” (My Lord and my God) เป็นคำกล่าวที่ชัดเจนที่สุดในพระกิตติคุณที่ยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นทั้งเจ้านาย (Lord) และพระเจ้า (God) ในฉบับ KJV คำว่า “Lord” (Kyrios) และ “God” (Theos) ใช้กับพระเยซูโดยตรง ไม่มีข้อสงสัยว่าโธมัสเปลี่ยนจากผู้ไม่เชื่อมาเป็นผู้นมัสการพระเจ้าองค์จริง
4. บทเรียนเรื่อง “ความเชื่อโดยไม่เห็น” (ข้อ 29)
พระเยซูตรัสว่า “คนทั้งหลายที่ไม่ได้เห็นแต่ก็เชื่อก็เป็นสุข” นี่คือหัวใจของคริสเตียนทุกยุคทุกสมัย เราไม่ได้เห็นพระองค์ทางกาย แต่เราเชื่อโดยผ่านคำพยานของพระคัมภีร์และฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ความสุข (blessedness) นี้เหนือกว่าประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส
5. จุดประสงค์ของพระกิตติคุณยอห์น (ข้อ 30-31)
ยอห์นยอมรับว่ามีหมายสำคัญอื่นอีกมากที่พระเยซูทรงทำ แต่สิ่งที่เลือกมาเขียนนั้นมีเป้าหมายเดียว: เพื่อให้ผู้อ่านเชื่อว่าพระเยซูคือพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อเชื่อแล้วจะมีชีวิตในพระนามของพระองค์ ดังนั้นข้อพระคัมภีร์ตอนนี้จึงเป็นเหมือน “คำประกาศพันธกิจ” ของหนังสือยอห์นทั้งเล่ม
สรุปสาระสำคัญ
· พระเจ้าทรงเห็นอกเห็นใจผู้ที่สงสัยอย่างจริงใจ และทรงจัดเตรียมหลักฐานพอเพียง
· ความเชื่อที่เกิดจากการเห็นเป็นเรื่องดี แต่ความเชื่อโดยไม่เห็นนั้นได้รับพระพรยิ่งใหญ่กว่า
· จุดสูงสุดของความเชื่อคือการนมัสการพระเยซูในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระเจ้า
· พระคัมภีร์มีไว้เพื่อสร้างความเชื่อที่นำไปสู่ชีวิตนิรันดร์
หากต้องการเจาะลึกในประเด็นใดเพิ่มเติม เช่น ความหมายของ “ชีวิตในพระนามของพระองค์” หรือเทววิทยาว่าด้วยบาดแผลหลังการคืนพระชนม์ บอกได้เลยครับ
ความเชื่อที่เลื่องลือไป
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 16
- ความเชื่อที่เลื่องลือไป:
พระธรรมโรม1:8-17

📖 อรรถกถา โรม 1:8-17 (อธิบายตามตัวบทและบริบท)
1. ข้อ 8-10 : การขอบพระคุณและการอธิษฐานไม่ว่างเว้น
เปาโลเริ่มด้วยการขอบพระคุณพระเจ้าเพราะ “ความเชื่อของท่านทั้งหลายเลื่องลือไปทั่วโลก” คริสตจักรในกรุงโรม (ซึ่งเปาโลยังไม่เคยไปเยือน) มีชื่อเสียงด้านความเชื่อแม้อยู่ใจกลางอาณาจักรโรมัน คำว่า “ทั่วโลก” ในที่นี้หมายถึงทั่วทั้งจักรวรรดิโรมัน เปาโลใช้คำว่า “รับใช้ด้วยชีวิตจิตใจ” (ข้อ 9) แสดงถึงการปรนนิบัติด้วยสุดจิตวิญญาณของเขา และเขา “เอ่ยถึงท่านทั้งหลายเสมอไม่ว่างเว้น” แสดงถึงความรักและภาระอันแรงกล้าที่มีต่อพี่น้องที่เขาไม่เคยเห็นหน้า
2. ข้อ 11-13 : ความปรารถนาที่จะไปเยี่ยมเพื่อหนุนใจกัน
เปาโลต้องการไปให้ “ของประทานฝ่ายจิตวิญญาณ” มิใช่ของประทานเหนือธรรมชาติแบบพิเศษ แต่หมายถึงคำสอน การหนุนใจ และการเสริมสร้างในความเชื่อ เขาย้ำว่าการรับใช้ของอัครทูตไม่ใช่ทางเดียว แต่เป็น “หนุนใจซึ่งกันและกัน” (ข้อ 12) – แม้เปาโลจะเป็นผู้รับใช้ใหญ่ ท่านก็ยังถ่อมใจว่าพี่น้องก็หนุนใจท่านได้เช่นกัน คำว่า “เก็บเกี่ยวผล” (ข้อ 13) หมายถึงการเห็นคนบาปกลับใจใหม่และเติบโตในความเชื่อ อุปสรรคที่ขัดข้องอาจหมายถึงการถูกขัดขวางโดยซาตานหรือพันธกิจที่อื่น
3. ข้อ 14-15 : “เป็นหนี้” ข่าวประเสริฐ
เปาโลประกาศว่า “ข้าพเจ้าเป็นหนี้” ทุกคน – ทั้ง “กรีก” (ผู้มีวัฒนธรรม) และ “ชาวป่า” (คนต่างชาติที่ถูกมองว่าด้อยวัฒนธรรม) ทั้งนักปราชญ์และคนเขลา นี่คือจิตสำนึกของผู้ได้รับความรอดแล้ว: ไม่ใช่ได้รับข่าวประเสริฐมาเพื่อตัวคนเดียว แต่เป็นหนี้ที่จะประกาศให้ทุกคน
4. ข้อ 16 : ไม่ละอายเพราะฤทธิ์เดชของพระเจ้า
หัวใจของพระธรรมโรม: “ข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ” ในสังคมโรมัน การนับถือพระเยซูที่ถูกตรึงกางเขนเป็นสิ่งน่าอับอาย แต่เปาโลประกาศว่าข่าวประเสริฐคือ “ฤทธิ์เดชของพระเจ้าเพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด” เรียงลำดับ “พวกยิวก่อน และพวกกรีกด้วย” แสดงว่าพระเจ้าทรงรักษาสัญญากับอิสราเอลก่อน แล้วจึงขยายไปถึงคนต่างชาติ
5. ข้อ 17 : ความชอบธรรมโดยความเชื่อ – ใจความสำคัญที่สุด
“ความชอบธรรมของพระเจ้า” ในที่นี้ไม่ใช่คุณลักษณะของพระเจ้า แต่เป็นสถานะที่พระเจ้าประทานให้แก่ผู้เชื่อโดยพระคุณ คือการที่พระเจ้าทรง “ทำให้คนบาปเป็นผู้ชอบธรรม” ผ่านความเชื่อในพระคริสต์ “โดยเริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ” (ek pisteōs eis pistin) – จากความเชื่อสู่ความเชื่อ หมายถึงทั้งเริ่มต้นด้วยความเชื่อ และดำเนินชีวิตต่อไปด้วยความเชื่อ หรือหมายถึงความเชื่อของพระเจ้าที่สำแดงผ่านความเชื่อของมนุษย์ หรือจากความเชื่อของผู้เผยพระวจนะในอดีตสู่ความเชื่อของผู้เชื่อปัจจุบัน เปาโลสรุปด้วยคำคมจาก ฮาบากุก 2:4 (ตามฉบับเซปตัวจินต์) ว่า “คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” – ความเชื่อไม่ใช่แค่หลักเริ่มต้น แต่เป็นวิถีชีวิตทั้งม
🙏คำเทศนาของ ท่านศาสนาจารย์ พิเศษ (มุมมองเทศนาและข้อปฏิบัติ)
เรียนท่านพี่น้องที่รัก
วันนี้เราเห็นหัวใจของอัครทูตเปาโล ท่านรักคนที่ไม่เคยเห็นหน้า ท่านอธิษฐานเผื่อเขาไม่ว่างเว้น ท่านมีความปรารถนาที่จะไปเยี่ยมเพื่อหนุนใจเขา นี่คือแบบอย่างของผู้รับใช้ที่แท้จริง – ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง แต่เพื่อเสริมกำลังพี่น้อง
และท่านประกาศว่า “ข้าพเจ้าเป็นหนี้” ท่านศาสนาจารย์ขอถามว่า: เราเคยรู้สึกเป็นหนี้ข่าวประเสริฐบ้างไหม? เรารู้สึกอับอายไหมเมื่อพูดถึงพระเยซูในที่ทำงาน ในโรงเรียน กับเพื่อนบ้าน? เปาโลบอกว่า “ข้าพเจ้าไม่มีความละอาย” – เพราะข่าวประเสริฐคือฤทธิ์เดชของพระเจ้า! ฤทธิ์เดชช่วยคนบาปให้รอดได้ ไม่ใช่แค่ทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่ช่วยให้รอดจากนรกและบาป
พี่น้องครับ หลายคนคิดว่าความเชื่อเป็นแค่ปฐมบท แล้วต่อไปต้องอาศัยการประพฤติหรือกฎบัญญัติ แต่พระคัมภีร์ยืนยันว่า “คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” – เริ่มด้วยความเชื่อ ดำเนินด้วยความเชื่อ สิ้นสุดด้วยความเชื่อ ไม่ใช่โดยการกระทำดีเพื่อให้รอด แต่โดยความเชื่อเราจึงรอด แล้วความเชื่อนั้นจะผลิตการกระทำดีออกมา
วันนี้ท่านกำลังวางใจในอะไร? วางใจในความดีของตนเอง? วางใจในพิธีกรรม? วางใจในบัพติศมา? จงหันมาวางใจในพระเยซูคริสต์ผู้เดียว! เพราะความชอบธรรมที่พระเจ้าทรงยอมรับนั้นมาโดยความเชื่อเท่านั้น
ขอให้เราเป็นคริสตจักรที่ชื่อเสียงเรื่องความเชื่อเลื่องลือ เหมือนคริสตจักรในโรม และขอให้เรามีใจของเปาโลที่ว่า “ข้าพเจ้าเต็มใจพร้อมที่จะประกาศข่าวประเสริฐ” อย่าละอาย อย่ากลัว เพราะฤทธิ์เดชของพระเจ้าอยู่กับเรา
อาเมน
Page 8 of 9