ข่าวประเสริฐและพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์
พระคำประจำวัน
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 3
- การที่พระคริสต์ทรงถ่อมพระองค์และทรงถูกยกขึ้น:
ฟิลิปปี 2:4-8

4 อย่ามองเฉพาะประโยชน์ส่วนตัวของตน แต่จงมองประโยชน์ของผู้อื่นด้วย
5 จงมีน้ำใจอย่างเดียวกันกับที่มีในพระเยซูคริสต์ คือ
6 แม้พระองค์ทรงอยู่ในสภาพของพระเจ้า แต่พระองค์มิได้ทรงถือว่าความเท่าเทียมกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่ต้องหวงแหน
7 แต่ทรงสละพระองค์เอง ทรงรับสภาพของผู้รับใช้ และทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์
8 และเมื่อทรงปรากฏเป็นมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลง ทรงยอมเชื่อฟังจนถึงความตาย กระทั่งความตายบนไม้กางเขน
คำอธิบายเนื้อหา ของ ฟิลิปปี 2:4-8 แยกเป็นรายข้อ เพื่อช่วยให้เข้าใจลึกขึ้นว่าทำไมพระคัมภีร์ตอนนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญของชีวิตคริสเตียน
ข้อ 4 – อย่ามองแก่ตัว
“อย่ามองเฉพาะประโยชน์ส่วนตัวของตน แต่จงมองประโยชน์ของผู้อื่นด้วย”
หมายถึงให้เปลี่ยนความคิดจาก “ฉันจะได้อะไร” เป็น “ฉันจะช่วยเขาอย่างไร” ไม่ใช่การทอดทิ้งตัวเอง แต่เป็นการไม่ยึดติดกับความสบายหรือผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก ผู้เชื่อถูกเรียกให้มีชีวิตที่ “เหลียวดูผู้อื่น” ด้วยความห่วงใยจริงใจ
ข้อ 5 – จงมีน้ำใจอย่างเดียวกับพระคริสต์
“จงมีน้ำใจอย่างเดียวกันกับที่มีในพระเยซูคริสต์”
น้ำใจที่ว่านี้คือ ความถ่อมใจและการเสียสละ พระเจ้าไม่ได้มองแค่การกระทำภายนอก แต่ทรงมองเจตคติในใจ คริสเตียนต้องเลิกคิดแบบโลก (ยกตน ข่มท่าน) แล้วรับเอาแบบอย่างของพระคริสต์มาตั้งเป็นมาตรฐานของชีวิต
ข้อ 6 – พระคริสต์ไม่หวงสิทธิ์ความเป็นพระเจ้า
“แม้พระองค์ทรงอยู่ในสภาพของพระเจ้า แต่พระองค์มิได้ทรงถือว่าความเท่าเทียมกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่ต้องหวงแหน”
พระเยซูทรงมีความยิ่งใหญ่สูงสุด (อยู่ในสภาพของพระเจ้า) แต่พระองค์ ไม่ยึดติด กับเกียรติสิริหรือสิทธิอำนาจนั้น ศัพท์ดั้งเดิมหมายถึงไม่จับไว้แน่นเหมือนโจรขโมยของ แสดงถึงความสมัครใจที่จะสละสิทธิ์ของพระองค์เอง
ข้อ 7 – ทรงสละและรับสภาพผู้รับใช้
“แต่ทรงสละพระองค์เอง ทรงรับสภาพของผู้รับใช้ และทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์”
· ทรงสละพระองค์ = ทำให้พระองค์ว่างเปล่า ไม่ใช่สละความเป็นพระเจ้า แต่สละสง่าราศีฝ่ายพระเจ้าในช่วงที่ทรงอยู่บนโลก
· สภาพผู้รับใช้ = พระองค์มาหาเราไม่ใช่มาเป็นกษัตริย์บังคับ แต่มาล้างเท้า ปรนนิบัติ จนถึงสิ้นพระชนม์เพื่อมนุษย์
· ถือกำเนิดเป็นมนุษย์ = พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ทรงรับธรรมชาติของเราที่อ่อนแอ ทรยศได้ เพื่อจะไถ่เรา
ข้อ 8 – ถ่อมและเชื่อฟังจนสิ้นใจ
“ทรงถ่อมพระองค์ลง ทรงยอมเชื่อฟังจนถึงความตาย กระทั่งความตายบนไม้กางเขน”
ถือเป็นจุดสูงสุดแห่งการถ่อมใจ:
· ถ่อมสามขั้น: สละสิทธิ์ → รับร่างมนุษย์ → ยอมตาย
· ยอมแม้กระทั่ง ความตายที่อัปยศที่สุด ของสมัยนั้น (ตายบนไม้กางเขน ถูกดูหมิ่นว่าเป็นคำสาปแช่ง) เพื่อแสดงถึงความรักที่ไม่มีขีดจำกัด
สรุปหลักที่ควรจำ
1. แบบอย่างของพระคริสต์ คือการสละสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของคนอื่น โดยไม่คิดถึงศักดิ์ศรีของตัวเองก่อน
2. การเชื่อฟัง คือทางแห่งการรับใช้ ไม่ใช่การควบคุม
3. ผู้เชื่อ ต้องมี “ความคิดใหม่” คือ ไม่ดึงดันในสิ่งที่ตัวเองควรได้ แต่มองหาโอกาสที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น และเพื่อรับใช้พระเจ้า
หากท่านอยากได้ตัวอย่างการนำข้อนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน (ครอบครัว ที่ทำงาน หรือคริสตจักร) ก็บอกได้นะครับ 🙏
สถาบันศีลมหาสนิท
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 8
พระธรรมมาระโก บทที่ 14:22-26

22 ระหว่างอาหารมื้อนั้น พระเยซูทรงหยิบขนมปังมา ทรงขอบพระคุณ แล้วหักส่งให้แก่เหล่าสาวกตรัสว่า “จงรับเถิด นี่เป็นกายของเรา”
23 แล้วพระองค์จึงทรงหยิบถ้วย ขอบพระคุณและส่งให้เขา เขาก็รับไปดื่มทุกคน
24 แล้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “นี่เป็นโลหิตของเราอันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาใหม่ ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อคนเป็นอันมาก
25 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เราจะไม่ดื่มน้ำผลแห่งเถาองุ่นนี้ต่อไปอีกจนวันนั้นมาถึง คือวันที่เราจะดื่มใหม่ในอาณาจักรของพระเจ้า”
26 เมื่อร้องเพลงสรรเสริญแล้ว พระองค์กับเหล่าสาวกก็พากันออกไปยังภูเขามะกอกเทศ
แน่นอนครับ ขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มาระโก 14:22-26 (ฉบับ KJV) ในแง่มุมต่างๆ ดังนี้ครับ
1. บริบทของเหตุการณ์
ข้อความนี้อยู่ในช่วง “อาหารค่ำมื้อสุดท้าย” (The Last Supper) ก่อนที่พระเยซูจะถูกจับกุมและตรึงกางเขน เหตุการณ์นี้เป็นการฉลองเทศกาลปัสกา (Passover) ของชาวยิว ซึ่งระลึกถึงการที่พระเจ้าช่วยชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์ พระเยซูทรงเปลี่ยนความหมายของอาหารปัสกานี้ให้เป็นสัญลักษณ์ของการช่วยไถ่บาปของมนุษย์ผ่านการสิ้นพระชนม์ของพระองค์
2. ความหมายของ “กาย” และ “โลหิต”
· “This is my body” (นี่เป็นกายของเรา) – ขนมปังที่หักเป็นตัวแทนของร่างกายของพระเยซูที่จะถูกทรมานและหัก (สิ้นพระชนม์) เพื่อมนุษย์ พระองค์ตรัสว่า “Take, eat” (จงรับกินเถิด) เป็นการเชิญให้ผู้เชื่อมีส่วนในความทุกข์ทรมานและการสิ้นพระชนม์ของพระองค์อย่างลึกซึ้ง
· “This is my blood of the new testament” (นี่เป็นโลหิตของเราอันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาใหม่) – โลหิตในพระคัมภีร์หมายถึงชีวิตและการลบล้างบาป พันธสัญญาเดิมใช้โลหิตสัตว์มาชำระบาปชั่วคราว แต่พระเยซูทรงใช้โลหิตของพระองค์เองเพื่อตั้ง พันธสัญญาใหม่ (New Covenant) ซึ่งให้การอภัยบาปถาวรแก่ทุกคนที่เชื่อ
3. คำว่า “ใหม่” ในข้อ 25
“I will drink no more of the fruit of the vine, until that day that I drink it new in the kingdom of God.”
พระเยซูทรงประกาศว่าจะไม่ดื่มน้ำผลจากเถาองุ่นอีกเลย จนกว่าจะได้ดื่ม “ใหม่” ในอาณาจักรของพระเจ้า คำนี้ชี้ไปที่ งานเลี้ยงในอาณาจักรแห่งสวรรค์ (The Messianic Banquet) เมื่อพระองค์จะกลับมาอีกครั้งและร่วมรับประทานอาหารกับประชากรของพระองค์ในสภาวะที่สมบูรณ์แบบ นี่คือความหวังของการเสด็จกลับมาครั้งที่สอง
4. การร้องเพลงสรรเสริญ (ข้อ 26)
“And when they had sung an hymn”
หลังจากรับประทานอาหารแล้ว พวกเขาร้องเพลงสดุดี (โดยทั่วไปเชื่อว่าคือ สดุดี 115-118 ซึ่งเป็นชุดเพลง “ฮัลเลล” – Hallel) ที่ใช้ในเทศกาลปัสกา การร้องเพลงนี้แสดงถึงความเชื่อและการถวายเกียรติ แม้พระเยซูจะทรงทราบว่าอีกไม่นานจะทรงถูกทรยศและสิ้นพระชนม์ แต่พระองค์ยังคงทรงนมัสการพระเจ้า
5. นัยสำคัญทางเทววิทยาสำหรับคริสเตียน
· เป็นที่มาของ พิธีศีลมหาสนิท (Eucharist หรือ Holy Communion / Lord’s Supper) ที่คริสตจักรยึดถือปฏิบัติสืบมา
· คริสตจักรโปรเตสแตนต์ (รวมถึงผู้นับถือ KJV) มองว่า ขนมปังและเหล้าองุ่นเป็น สัญลักษณ์ ที่ระลึกถึงการเสียสละของพระคริสต์ (ไม่ใช่เปลี่ยนเป็นกายและโลหิตจริงๆ เหมือนในนิกายโรมันคาทอลิก)
· เน้นย้ำว่า ความรอดไม่ได้เกิดจากการรักษาพระบัญญัติอีกต่อไป แต่เกิดจากความเชื่อในโลหิตของพระเยซูที่ชำระบาป
6. ความแตกต่างของฉบับ KJV กับฉบับแปลอื่น ๆ
· KJV ใช้คำว่า “new testament” (พันธสัญญาใหม่) ในข้อ 24 ขณะที่บางฉบับแปลว่า “new covenant” เพราะคำภาษากรีกเดิมคือ διαθήκη (diatheke) แปลได้ทั้งสองแบบ
· สำนวนของ KJV ฟังดูโบราณและเคร่งขรึม เหมาะสำหรับการท่องจำและใช้ในพิธีกรรม
หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมหรือต้องการให้ช่วยอธิบายศัพท์หรือแนวคิดไหนอีก ยินดีมากครับ ขอพระเจ้าอวยพรท่านครับ 🙏
พระมหาบัญชาและความเชื่อในข่าวประเสริฐ
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 12
- ความเชื่อในข่าวประเสริฐ:
พระธรรมมัทธิวบทที่ 28:16-20
พระเยซูทรงรับสั่งแก่อัครทูตสิบเอ็ดคน

16แต่สาวก 11 คนนั้นก็ได้ไปยังกาลิลีถึงภูเขาที่พระเยซูทรงได้กำหนดไว้ 17และเมื่อเห็นพระองค์จึงกราบลงนมัสการแต่บางคนยังสงสัยอยู่ 18 พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า"ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดีในแผ่นดินโลกก็ดีส่งมอบไว้แก่เราแล้ว" 19เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเราให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดาพระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ 20สอนให้เขาถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค"
ความเชื่อในการประกาศข่าวประเสริฐในศาสนาคริสต์คือความเชื่อที่ว่าพระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปและคืนพระชนม์แล้ว ผู้เชื่อจึงมีหน้าที่นำข่าวดีนี้ไปบอกต่อแก่ผู้อื่น เพื่อให้ทุกคนได้รับความรอด ความเชื่อนี้มีรากฐานจากพระคัมภีร์ เช่น พระมหาบัญชาในมัทธิว 28:19-20 ที่ให้ไปสร้างสาวก และโรม 10:14 ที่กล่าวว่าผู้ที่ยังไม่ได้ยินข่าวก็ไม่สามารถเชื่อได้ การประกาศจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นพันธกิจของคริสเตียนทุกคน โดยอาศัยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์และดำเนินชีวิตเป็นพยาน
“ความเชื่อในข่าวประเสริฐ” หมายถึงการยอมรับและวางใจในเนื้อหาสำคัญของข่าวดีที่พระเยซูคริสต์ทรงนำมา โดยหัวใจของข่าวประเสริฐคือ:
1. พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า มาบังเกิดเป็นมนุษย์
2. ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อรับโทษแทนบาปของมนุษย์ทุกคน
3. ทรงคืนพระชนม์ในวันที่สาม ชนะความตายและอำนาจของบาป
4. ประทานชีวิตนิรันดร์และการคืนดีกับพระเจ้า แก่ทุกคนที่เชื่อ
ดังนั้น “ความเชื่อในข่าวประเสริฐ” จึงไม่ใช่แค่การรู้ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ แต่หมายถึงการ วางใจส่วนตัว ว่าความตายและการคืนพระชนม์ของพระเยซูนั้นเพียงพอที่จะช่วยให้รอดพ้นจากบาปและการพิพากษา คริสเตียนเชื่อว่า ความรอดเกิดโดยพระคุณผ่านทางความเชื่อ (เอเฟซัส 2:8-9) ไม่ใช่จากการทำดี แต่การทำดีเป็นผลตามมาจากความเชื่อที่แท้จริง
พระคัมภีร์ระบุว่า “ถ้าคุณจะยอมรับด้วยปากว่าพระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในใจว่าพระเจ้าทรงชุบพระองค์ให้คืนพระชนม์จากความตาย คุณก็จะรอด” (โรม 10:9) และ “พระเจ้าทรงรักโลกจนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 3:16)
สรุป: ความเชื่อในข่าวประเสริฐ = การเชื่อและมอบชีวิตให้พระเยซูคริสต์ในฐานะพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดเพียงผู้เดียว
จงฟังคำแนะนำและรับคำเตือนสติที่ขัดใจเพื่อจะได้ปัญญาสำหรับอนาคต
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 11
- พระธรรมสุภาษิต19:20-21:
พระธรรมสุภาษิต19:20-21

20 จงฟังคำแนะนำและรับคำเตือนสติเพื่อชาติจะได้ปัญญาสำหรับอนาคต 21 ในใจของมนุษย์มีแผนงานเป็นอันมากแต่พระประสงค์ของพระเจ้านั่นแหละจะดำรงอยู่ได้
การอรรถาธิบาย
ข้อ 20: “จงฟังคำแนะนำ และรับคำสั่งสอน เพื่อเจ้าจะได้เป็นคนมีปัญญาในบั้นปลายของเจ้า”
· การฟังและรับ หมายถึงท่าทีที่ถ่อมใจ ไม่แข็งข้อหรือดื้อรั้นต่อคำตักเตือน แม้บางครั้งคำแนะนำนั้นอาจเจ็บปวดหรือขัดกับความต้องการของตน
· คำแนะนำ ( counsel) และ คำสั่งสอน (instruction) ในภาษาฮีบรู มีความแตกต่างกันเล็กน้อย( nuance) : คำแนะนำมักมาในรูปแบบการชี้ทางจากผู้มีประสบการณ์ ส่วนคำสั่งสอนรวมถึงการฝึกวินัยหรือการแก้ไข
· ปัญญาในบั้นปลาย ไม่ใช่แค่ความรู้ แต่เป็นความสามารถในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องและราบรื่นเมื่อผ่านการลองผิดลองถูกภายใต้การชี้นำของพระเจ้าและคนรอบข้าง ปัญญาจะปรากฏชัดเมื่อเราอายุมากขึ้น หรือเมื่อผ่านพ้นวิกฤติไปได้เพราะได้ฟังก่อนหน้า
· หลักปฏิบัติ: อย่าดูถูกคำเตือนของพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือเพื่อนที่หวังดี จงเปิดใจทบทวนก่อนตัดสินใจ เพราะผลดีจะเกิดขึ้นในระยะยาว
ข้อ 21: “ในใจของมนุษย์มีแผนงานเป็นอันมาก แต่คำปรึกษาของพระเยโฮวาห์นั้นแหละ จะดำรงอยู่ได้”
· “แผนงานเป็นอันมาก” มนุษย์เป็นนักวางแผนโดยธรรมชาติ – เราคิดหลายทาง หลายเป้าหมาย บางข้อขัดแย้งกันเอง และหลายแผนล้มเหลวเพราะอยู่บนพื้นฐานของอัตตา หรือความไม่รู้เหตุการณ์ข้างหน้า
· คำปรึกษาของพระเยโฮวาห์ (the counsel of the LORD) หมายถึงพระดำริ แผนการ หรือพระประสงค์ของพระเจ้า ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นด้ายที่ถักทอประวัติศาสตร์และชีวิตแต่ละคนให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดของพระองค์ (ดู เอเฟซัส 1:11)
· จะดำรงอยู่ได้ (shall stand) – ในภาษาฮีบรูคำว่า “qum” แปลว่า ลุกขึ้น, ตั้งมั่น, ไม่ถูกโค่นล้ม แม้มนุษย์จะวางแผนสวนทางหรือพยายามขัดขวาง แต่แผนการของพระเจ้าย่อมสัมฤทธิ์ผลเสมอ (โยบ 42:2; อิสยาห์ 46:10)
· การประยุกต์ใช้:
1. ถ่อมใจในการวางแผน – เราควรวางแผนอย่างรอบคอบ (ข้อ 20) แต่ยอมให้พระเจ้าเป็นผู้กำหนดผลลัพธ์ (ยกตัวอย่าง ยากอบ 4:13-15)
2. วางใจเมื่อแผนพัง – เมื่อแผนของเราไม่เป็นดังหวัง ไม่ใช่ความล้มเหลวเสมอไป แต่พระเจ้าอาจกำลังทรงนำไปสู่แผนการที่ดีกว่า หรือป้องกันเราจากหายนะที่เรามองไม่เห็น
3. สันติสุข – เพราะรู้ว่าท้ายที่สุดสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้จะตั้งมั่น เราจึงไม่ต้องร้อนรนหรือหักโหมจนเกินเหตุ
สรุปเชื่อมสองข้อ:
ข้อ 20 เรียกร้องให้มนุษย์แสวงหาปัญญาโดยการฟังคำแนะนำจากภายนอกและจากพระเจ้า ส่วนข้อ 21 เตือนว่าแม้มนุษย์จะฉลาดแค่ไหน แผนของเราอาจเปลี่ยนแปลงหรือล้มเหลว แต่แผนการของพระเจ้าสูงสุดและแน่นอน ดังนั้นจงทำหน้าที่ของเราคือ “ฟัง รับ วางแผนอย่างมีปัญญา” และฝากผลลัพธ์ไว้กับพระองค์ – นั่นคือวิถีแห่งคนชอบธรรม
คำว่า "คำแนะนำและคำสั่งสอน" แปลเป็นภาษาฮีบรูได้ดังนี้:
עֵצָה וְהוֹרָאָה(อ่านว่า Etsah ve-Hora'ah)
· עֵצָה (Etsah) = คำแนะนำ, คำปรึกษา
· הוֹרָאָה (Hora'ah) = คำสั่งสอน, การชี้แนะ
หากต้องการสื่อถึง "คำสั่งสอน" ในเชิงศีลธรรมหรือวินัย (discipline) อาจใช้ מוּסָר (Musar) แทน ก็จะเป็น עֵצָה וּמוּסָר (Etsah u-Musar).
Page 2 of 4