ข่าวประเสริฐและพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์
อย่าลืม อุ้งพระหัตถ์ ที่ค้ำชูเราอยู่
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 111
- เฉลยธรรมบัญญัติ8:1-18:
พระธรรม เฉลยธรรมบัญญัติ 8:17-18
17 จงระวังให้ดีเกรงว่าท่านจะนึกในใจว่ากำลังและเรี่ยวแรงของข้านำทรัพย์มีค่านี้มาให้ 18 ท่านทั้งหลายจงจำว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระองค์ ทรงเป็นผู้ให้กำลังแก่ท่าน ที่จะได้ทรัพย์สมบัตินี้ เพื่อว่าพระองค์จะทรงดำรงพันธสัญญาซึ่งพระองค์ทรงกระทำโดยปฏิญญาต่อบรรพบุรุษของท่าน ดังวันนี้
Forget not the hand beneath it all อย่าลืมอุ้งพระหัตถ์ ที่ค้ำจุนเกื้อหนุนอยู่
What wonderful things My hand has accomplished!
“สิ่งที่มือของข้าได้ก่อสร้างไว้ ช่างวิเศษเหลือเกิน!”
20th Century industrial And scientific progress
“ความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 20”
Beware lest "thou say in thine heart, My power and the might of mine hand hath gotten me this wealth But thou shalt
remember the lord thy god for it is he that
giveth thee power to get wealth
“จงระวัง เกรงว่าเจ้าจะคิดในใจว่า ‘กำลังและความแข็งแรงของมือเราเอง ที่ทำให้เราได้ทรัพย์สมบัติเหล่านี้’ แต่เจ้าจงระลึกถึงพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า เพราะพระองค์ต่างหากที่ประทานกำลังแก่เจ้าในการหาทรัพย์สมบัติ
Deuteronomy 8:17-18
แน่นอนครับ ข้อความใน เฉลยธรรมบัญญัติ 8:15-18 เป็นคำเตือนสำคัญของโมเสสต่อชนชาติอิสราเอล ก่อนเข้าสู่ดินแดนคานาอัน เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาลืมพระเจ้าเมื่อชีวิตดีขึ้น
ขออธิบายเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ
ข้อ 15-16: การทรงนำผ่านการทดลองที่ยากลำบาก
“พระองค์ทรงนำท่านผ่านถิ่นทุรกันดารอันใหญ่หลวงและน่าสะพรึงกลัว เต็มไปด้วยงูพิษและแมงป่อง... ทรงให้น้ำจากหินที่แข็งที่สุด... ทรงเลี้ยงท่านด้วยมานา...”
· ความหมาย: โมเสสย้อนให้เห็นถึงการทรงนำของพระเจ้าในถิ่นกันดารสิ้น 40 ปี ซึ่งเป็นที่แห้งแล้งและอันตราย
· จุดประสงค์ของความยากลำบาก: ไม่ใช่เพื่อทำร้าย แต่เพื่อ “ทำให้ท่านถ่อมลงและทดลองท่าน” และในที่สุดก็ “ทำดีกับท่าน” เพื่อสอนให้พวกเขาพึ่งพาพระเจ้าเท่านั้น ไม่ใช่ปัจจัยภายนอก
ข้อ 17: คำเตือนเรื่องความเย่อหยิ่งเมื่อร่ำรวย
“อย่าพูดในใจว่า ‘กำลังและฤทธิ์เดชของข้าเองที่ทำให้ข้าได้ทรัพย์สมบัตินี้’”
· บริบท: เมื่อเข้าไปในคานาอัน พวกเขาจะได้เมืองใหญ่ บ้านสวย บ่อน้ำที่ขุดไว้แล้ว และไร่องุ่น (จากข้อ 10-14)
· อันตราย: ความมั่งคั่งและความสำเร็จอาจทำให้เกิดความคิดว่า “เราทำได้ด้วยตัวเอง” ซึ่งเป็นการตัดพระเจ้าออกจากชีวิต
ข้อ 18: คำย้ำเตือนถึงแหล่งที่มาที่แท้จริง
“จงระลึกถึงพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน เพราะพระองค์ประทานกำลังแก่ท่านเพื่อจะได้ทรัพย์สมบัติ...”
· หัวใจสำคัญ: ทุกความสามารถ ทุกโอกาส และทุกผลลัพธ์ที่ดีย่อมมาจากพระเจ้า รวมถึง “กำลัง” ที่พวกเขาใช้ทำงาน
· พันธสัญญา: พระองค์ทรงทำเช่นนี้เพื่อรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับบรรพบุรุษ (อับราฮัม อิสอัค ยาโคบ) ไม่ใช่เพราะพวกเขาดีกว่าคนอื่น
สรุปสาระสำคัญสำหรับเราในวันนี้
ข้อพระคัมภีร์ตอนนี้สอนว่า:
1. ความยากลำบากเป็นการฝึก เพื่อให้เราถ่อมใจและพึ่งพาพระเจ้า ไม่ใช่คำสาปแช่ง
2. ความสำเร็จไม่ใช่ผลจากความสามารถล้วนๆ หากเกิดจากพระคุณของพระเจ้าที่ประทานทั้งโอกาสและพละกำลัง
3. การระลึกถึงพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ คือทางรอดจากความเย่อหยิ่งและความหลงลืม
“การถ่อมใจในวันที่อดอยาก ง่ายกว่าการถ่อมใจในวันที่อุดมสมบูรณ์” — นี่คือบทเรียนล้ำค่าที่โมเสสต้องการฝากไว้ครับ
พระเยซูทรงเป็นผู้เลี้ยงดูแลที่ดี
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 191
- :

พระธรรมยอห์น
พระเยซูทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดี
10:7-21,
7 พระเยซูจึงตรัสกับพวกเขาอีกว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า เราเป็นประตูของแกะทั้งหลาย
8 ทุกคนที่มาก่อนเรานั้นเป็นขโมยและโจร แต่ฝูงแกะไม่ได้ฟังพวกเขา
9 เราเป็นประตู ถ้าใครเข้าไปทางเรา คนนั้นจะรอด เขาจะเข้าออกแล้วก็จะพบอาหาร
10 ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลัก ฆ่า และทำลาย เรามาเพื่อพวกเขาจะได้ชีวิตและจะได้อย่างครบบริบูรณ์
11 เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ
12 คนที่รับจ้างไม่ได้เป็นผู้เลี้ยงแกะ ฝูงแกะไม่ได้เป็นของเขา เมื่อเห็นสุนัขป่ามาเขาจึงละทิ้งฝูงแกะหนีไป สุนัขป่าก็ไล่กัดกินพวกแกะจนกระจัดกระจาย
13 เขาหนีเพราะเขาเป็นเพียงลูกจ้างและไม่ได้เป็นห่วงแกะเลย
14 เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี เรารู้จักแกะของเราและแกะของเราก็รู้จักเรา
15 เหมือนอย่างที่พระบิดาทรงรู้จักเราและเรารู้จักพระบิดา และเราสละชีวิตเพื่อฝูงแกะ
16 แกะอื่นที่ไม่ได้เป็นของคอกนี้เราก็มีอยู่ แกะพวกนั้นเราก็ต้องพามาด้วย และแกะพวกนั้นจะฟังเสียงของเราแล้วจะรวมเป็นฝูงเดียวและมีผู้เลี้ยงเพียงผู้เดียว
17 เพราะเหตุนี้พระบิดาจึงทรงรักเรา เพราะเราสละชีวิตของเราเพื่อจะรับชีวิตนั้นคืนมาอีก
18 ไม่มีใครชิงชีวิตไปจากเราได้ แต่เราสละชีวิตตามที่เราตั้งใจเอง เรามีสิทธิอำนาจที่จะสละชีวิตนั้นและมีสิทธิอำนาจที่จะรับคืนมาอีก คำกำชับนี้เราได้รับมาจากพระบิดาของเรา”
19 คำสอนเหล่านี้ทำให้พวกยิวแตกคอกันอีก
20 พวกเขาหลายคนพูดว่า “เขามีผีสิงและเป็นบ้า ไปฟังเขาทำไม?”
21 คนอื่นๆ ก็พูดว่า “คำสอนแบบนี้ไม่ได้เป็นของคนที่มีผีสิง ผีจะทำให้คนตาบอดมองเห็นได้หรือ?”
แน่นอนครับ นี่คือ อรรถาธิบายพระธรรมยอห์น 10:7-21 ซึ่งเป็นตอนที่พระเยซูทรงเปิดเผยพระองค์เองในฐานะ “ประตู” และ “ผู้เลี้ยงที่ดี” พร้อมทั้งความแตกต่างกับพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์
บริบท (ข้อ 1-6)
ก่อนข้อ 7 พระเยซูทรงใช้คำอุปมาเรื่องคอกแกะ โดยที่พระองค์ทรงเป็น “ประตู” และคนเลี้ยงแกะที่แท้จริงจะเข้ามาทางประตู แต่พวกฟาริสีเปรียบเสมือน “ขโมยและโจร” (หมายถึงพวกธรรมาจารย์และฟาริสีที่ไม่นำคนมาหาพระเจ้า แต่กลับนำคนออกห่าง) แต่พวกเขาไม่เข้าใจ
อรรถาธิบายทีละส่วน
1. พระเยซูทรงเป็น “ประตู” (ข้อ 7-10)
“เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า เราคือประตูสำหรับแกะ” (ข้อ 7)
· ความหมายเชิงเปรียบเทียบ ในคอกแกะสมัยนั้นมีประตูเดียวเท่านั้น คนเลี้ยงแกะนอนขวางทางเข้าเป็นประตูให้แกะเข้า-ออกได้อย่างปลอดภัย
· นัยทางเทววิทยา พระเยซูทรงหมายถึง ความรอดและการเข้าถึงพระเจ้ามีทางเดียว คือผ่านทางพระองค์เท่านั้น (เปรียบเทียบกับ ยอห์น 14:6)
· ข้อ 8-9 “บรรดาคนที่มาก่อนหน้าเราเป็นขโมยและโจร” หมายถึงพวกธรรมาจารย์และฟาริสี หรือพวกเมสสิยาห์เทียม ซึ่งไม่ได้นำผู้คนมาหาพระเจ้าแท้ แต่กักขังใจคนไว้กับกฎเกณฑ์ที่ไร้ชีวิต
· ผลของการเข้าทางประตูพระเยซู “จะได้รับการช่วยให้รอด จะเข้าและออก และจะได้อาหาร” (ข้อ 9) → หมายถึงชีวิตอิสรภาพ ความปลอดภัย และการได้รับการดูแลฝ่ายวิญญาณ
“เรามาเพื่อให้เขามีชีวิตและมีชีวิตอย่างบริบูรณ์” (ข้อ 10)
· ตรงข้ามกับขโมย ที่มาเพื่อ “ขโมย ฆ่า และทำลาย”
· ชีวิตบริบูรณ์ ไม่ใช่แค่การมีชีวิตอยู่ แต่หมายถึงชีวิตที่มีคุณค่า สมบูรณ์ในความสัมพันธ์กับพระเจ้า มีสันติสุข ความยินดี และจุดหมายในพระคริสต์
2. พระเยซูทรงเป็น “ผู้เลี้ยงที่ดี” (ข้อ 11-15)
“เราคือผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นยอมสละชีวิตของตนเพื่อแกะ” (ข้อ 11)
· ลักษณะสำคัญ ความรักที่เสียสละ ต่างจาก “ลูกจ้าง” (ข้อ 12-13) ที่เห็นหมาป่าก็หนี เพราะไม่ใช่เจ้าของแกะแท้
· ลูกจ้างในที่นี้หมายถึงผู้นำศาสนาที่เห็นแก่ตัว หรือผู้สอนเท็จ ที่จะละทิ้งฝูงเมื่อเกิดวิกฤติ
· พระเยซูทรงรู้จักแกะของพระองค์ และแกะก็รู้จักพระองค์ (ข้อ 14-15) → ความสัมพันธ์ใกล้ชิดแบบสนิทสนม คล้ายความสัมพันธ์ระหว่างพระเยซูกับพระบิดา
· “ยอมสละชีวิต” เป็นการพาดพิงถึงการสิ้นพระชนม์บนกางเขนอย่างชัดเจน
3. แกะอื่น (ข้อ 16)
“เรายังมีแกะอื่นซึ่งมิได้อยู่ในคอกนี้ จำเป็นที่จะต้องพาแกะนั้นมาให้อยู่ด้วย”
· “คอกนี้” หมายถึงชนชาติอิสราเอล
· “แกะอื่น” หมายถึงชนต่างชาติ (Gentiles) ที่จะเชื่อในพระคริสต์
· คริสตจักรจะเป็นฝูงเดียว มีผู้เลี้ยงเดี่ยว คือพระเยซูคริสต์ (แสดงถึงเอกภาพในพระกายของพระคริสต์)
4. ความรักและการทรงเรียก (ข้อ 17-18)
“ด้วยเหตุนี้พระบิดาจึงทรงรักเรา เพราะเรายอมสละชีวิตของเราเพื่อจะรับอีก”
· การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูไม่ใช่เหตุการณ์ที่ถูกบังคับ แต่เป็นการยอมจำนนด้วยความรักและการเชื่อฟัง
· “รับอีก” หมายถึงการคืนพระชนม์ พระเยซูทรงมีสิทธิอำนาจในความตายและการเป็นขึ้นมาของพระองค์เอง
“ไม่มีใครแย่งชีวิตของเราไปจากเราได้”
· นี่เป็นการประกาศถึงพระราชอำนาจของพระองค์ แม้จะถูกตรึงกางเขน แต่พระองค์ทรงยอมให้เกิดขึ้นด้วยความเต็มใจ เพื่อไถ่บาป
5. ปฏิกิริยาของชาวยิว (ข้อ 19-21)
· คนยิวแตกแยกกัน: บางกลุ่มกล่าวว่า “เขามีผีสิง” แต่บางกลุ่มแย้งว่า “ผีสิงทำให้คนตาบอดมองเห็นได้หรือ?” (พาดพิงถึงการรักษาคนตาบอดแต่กำเนิดใน ยอห์น 9)
· แสดงให้เห็นว่าแม้พระเยซูตรัสด้วยความชัดเจนและทำการอัศจรรย์ ใจมนุษย์ที่แข็งกระด้างก็ยังเลือกที่จะไม่เชื่อ
สรุปสาระสำคัญ
1. พระเยซูคือทางเดียวสู่ความรอด (ประตู)
2. ความรักของพระองค์เป็นการเสียสละอย่างเต็มที่ (ผู้เลี้ยงที่ดี)
3. ผู้เชื่อมีชีวิตที่ปลอดภัยและบริบูรณ์ ในพระองค์
4. พระเยซูทรงรวมทุกชนชาติเข้าเป็นฝูงเดียวกัน – ไม่จำกัดเฉพาะยิว
5. การสิ้นพระชนม์และการคืนพระชนม์เป็นไปด้วยพระราชอำนาจของพระองค์
หากต้องการศึกษาเชิงเทียบกับคำพยากรณ์ในพันธสัญญาเดิม (เช่น เอเสเคียล 34) หรือเทียบกับพระกิตติคุณอื่นๆ ก็สามารถถามเพิ่มได้ครับ
จงเลี้ยงแกะของเรา
พระธรรมยอห์น 21:15
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว พระเยซูตรัสกับ ซีโมนเปโตรว่า ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเรามาก กว่าเหล่านี้หรือ เขาทูลพระองค์ว่า เป็นความจริงพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระองค์รักพระองค์ พระองค์ตรัสสั่งเขาว่า จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด
คำอุปมาเรื่องคอกแกะ
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 332

พระธรรมยอห์น 10:1
1 เราบอกความจริงแก่ท่านว่าผู้ที่ไม่ได้เข้าไปในคอกแกะทางประตูแต่ปีนเข้าไปทางอื่นนั้นเป็นขโมยและโจร
คำอุปมาเรื่องคอกแกะ
JOHN10:1
VERILY, VERILY, I SAY UNTO YOU, HE THAT
ENTERETH NOT BY THE DOOR INTO THE SHEEPFOLD, BUT CLIMBETH UP SOME OTHER WAY
, THE SAME IS A THIEF AND A ROBBER JOHN 10:1
Only one Door JESUS CHRIST

ทางอื่น OTHER WAY
Evolution - วิวัฒนาการ
Self-righteousness - ความเชื่อว่าตนถูกต้อง (หรือ การถือตนว่าชอบธรรม)
Religion - ศาสนา
Good Work - การทำความดี
Ethical Culture - วัฒนธรรมจริยธรรม
Reform - การปฏิรูป
Morality - ศีลธรรม
Honesty - ความซื่อสัตย์
Only one Door is JESUS CHRIST
ข้อพระคัมภีร์ ยอห์น 10:1-6 เป็นคำอุปมาของพระเยซูที่เปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับประชากรของพระเจ้าเหมือนคนเลี้ยงแกะกับฝูงแกะ โดยมีรายละเอียดดังนี้:
สรุปเนื้อหา:
1. คนที่ปีนรั้วเข้าไปในคอกแกะ (ข้อ 1) คือโจรและผู้ร้าย ซึ่งไม่ใช่เจ้าของแกะ
2. คนเลี้ยงแกะที่แท้จริง (ข้อ 2-3) เข้าทางประตู คนเฝ้าประตูก็เปิดให้เขา และแกะก็รู้จักเสียงของเขา
3. พระเยซูคือประตู (โดยนัยในข้อ 7-9 ที่ต่อเนื่อง) และคือผู้เลี้ยงแกะที่ดี
4. แกะจะตามคนเลี้ยงแกะเพราะรู้จักเสียงของเขา แต่จะหนีจากคนแปลกหน้า (ข้อ 4-5)
5. เหล่าสาวกไม่เข้าใจ อุปมานี้ในตอนแรก (ข้อ 6)
ความหมายสำคัญ:
· ประตูคอกแกะ หมายถึง ทางเดียวที่จะเข้าไปหาพระเจ้าและได้รับการช่วยเหลือ (ซึ่งพระเยซูคือทางนั้น)
· คนเลี้ยงแกะที่ดี คือพระเยซู ผู้ทรงนำและดูแลฝูงแกะของพระองค์
· โจรและผู้ร้าย หมายถึงพวกธรรมาจารย์ ฟาริสี หรือผู้นำเทียมเท็จที่พยายามนำประชาชนไปผิดทาง
· เสียงของคนเลี้ยงแกะ สื่อถึงการที่ผู้เชื่อแท้จะรู้จักและเชื่อฟังพระดำรัสของพระคริสต์
· คนแปลกหน้า คือคำสอนเทียมเท็จหรือผู้นำที่ไม่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้า
ตัวอย่างการนำไปใช้ในชีวิต: ผู้เชื่อควรฝึกฝนที่จะฟังและแยกแยะเสียงของพระเยซูผ่านทางพระคัมภีร์ และไม่หลงตามคำสอนที่ไม่สอดคล้องกับความจริงของพระองค์
ผู้ไถ่ที่แท้จริง
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 208
- :
- นางรูธ:
- บทสุดท้ายพระธรรมนางรูธ:
- นางรูธบทที่3:
- นางรูธ(ไทยแต่จิ๋ว):
- ร่มเงาแห่งพระคุณ:
- ก้าวใหม่แห่งความหวัง:
- พระพรที่เกินคาด:
- นางรูธ คริสตจักรเทียนสั่ง:
- Baptist เขาหินซ้อน:
พระธรรมนางรูธ :4:1-6

โบอาส แต่งงานกับนางรูธ
1 โบอาสไปที่ประตูเมืองและนั่งอยู่ที่นั่น ดูสิ ญาติสนิทซึ่งโบอาสกล่าวถึงเดินผ่านมา โบอาสจึงกล่าวว่า “เพื่อนเอ๋ย แวะนั่งที่นี่ก่อน” เขาก็แวะมานั่งลง
2 ท่านจึงไปนำพวกผู้ใหญ่ในเมืองนั้นมาสิบคนกล่าวว่า “เชิญนั่งที่นี่เถิด” พวกเขาก็นั่งลง
3 ท่านจึงพูดกับญาติสนิทคนนั้นว่า “นาซึ่งเป็นส่วนของเอลีเมเลคญาติของเรานั้น นาโอมีผู้กลับมาจากดินแดนโมอับอยากขายเสีย
4 ข้าพเจ้าเองคิดว่า ข้าพเจ้าจะเปิดเผยให้ท่านทราบ และขอบอกว่าจงซื้อไว้ ต่อหน้าคนที่นั่งอยู่ที่นี่และต่อหน้าพวกผู้ใหญ่ของชาวเมืองเรา ถ้าท่านจะไถ่ไว้ก็จงไถ่เถอะ ถ้าท่านไม่ไถ่จงบอกข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะได้ทราบ นอกจากท่านแล้วไม่มีใครมีสิทธิ์ไถ่ได้ ข้าพเจ้าเองมีสิทธิ์ถัดท่านไป” ผู้นั้นจึงบอกโบอาสว่า “ข้าพเจ้าจะไถ่เอง”
5 แล้วโบอาสบอกว่า “ในวันที่ท่านซื้อที่นาจากมือนาโอมีนั้น ท่านก็จะได้รูธชาวโมอับ แม่ม่ายของผู้ตายด้วย เพื่อนามของผู้ตายจะได้สืบต่อไปบนมรดกของเขา”
6 ญาติสนิทคนนั้นตอบว่า “ข้าพเจ้าจะไถ่เพื่อตนเองอย่างนั้นไม่ได้ จะทำให้มรดกข้าพเจ้าเสียไป ท่านจงเอาสิทธิในการไถ่ของข้าพเจ้าไปไถ่เองเถอะ เพราะข้าพเจ้าไถ่ไม่ได้แล้ว”
ด้วยความยินดีครับ ขออนุญาตขยายความ หรือ “อรรถา” ข้อความ นางรูธ 4:1-6 เพิ่มเติมดังนี้
บริบทก่อนหน้า
ก่อนหน้านี้ นางรูธ (หญิงชาวโมอับซึ่งเป็นแม่หม้าย) ได้ติดตามนาโอมี (แม่สามีชาวยูดาห์) กลับมายังเบธเลเฮม เธอได้ไปเก็บรวงข้าวที่นาไร่ของโบอาส ซึ่งเป็นญาติสนิทฝ่ายสามีผู้ล่วงลับ นาโอมีเห็นว่าโบอาสเป็นผู้มีคุณสมบัติเป็น “ผู้ไถ่” (kinsman-redeemer หรือ โกเอล) ได้ จึงวางแผนให้นางรูธไปเปิดผ้าคลุมเท้าโบอาสที่ลานนวดข้าว เพื่อขอให้ท่านรับหน้าที่ไถ่ถอนชื่อและมรดกของครอบครัว โบอาสรับปากว่าจะจัดการ แต่ต้องให้ญาติที่ใกล้ชิดกว่า (ซึ่งมีสิทธิ์ไถ่ก่อนท่าน) ตัดสินใจก่อน
อรรถาธิบายทีละข้อ
ข้อ 1
โบอาสไปที่ “ประตูเมือง” ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหาร การค้า และการตัดสินคดีความของชาวอิสราเอล การนั่งรออยู่ตรงนี้แสดงว่าโบอาสดำเนินการตามกฎหมายอย่างเปิดเผยและสุจริต เมื่อเห็นญาติสนิทคนนั้นเดินผ่าน ท่านเรียกเขาว่า “เพื่อนเอ๋ย” (หรือ “ท่านนั่น” ตามต้นฉบับ) นั่นคือการเจรจาอย่างสุภาพแต่แน่วแน่ ญาติคนนั้นยอมมานั่งด้วย แสดงว่าไม่ได้มีปัญหาส่วนตัว หรืออย่างน้อยก็ยังไม่รู้เรื่องที่จะเสนอ
ข้อ 2
โบอาสเรียก “ผู้ใหญ่ในเมืองนั้นมาสิบคน” ตามธรรมเนียมของอิสราเอล (เทียบกับ อพยพ 18:21-25; กันดารวิถี 11:16-17) สิบคนนี้น่าจะเป็นตัวแทนของชุมชนในการเป็นพยานและรับรองข้อตกลง การมีพยานเอกสารเพื่อความถูกต้องตามกฎหมาย
ข้อ 3
โบอาสแจ้งว่าที่ดินที่เคยเป็นของ “เอลีเมเลค” (สามีของนาโอมี) กำลังจะถูกนาโอมีขาย กฎหมายในเลวีนิติ 25:25 ระบุว่าถ้าญาติขายที่ดินไปเพราะความจน ผู้ไถ่ (ญาติสนิท) มีหน้าที่ไถ่คืน เพื่อรักษามรดกของเผ่าไว้ ตรงนี้โบอาสยังไม่ได้เอ่ยถึงรูธหรือเรื่องการสืบเชื้อสาย
ข้อ 4
โบอาสเปิดโอกาสให้ญาติสนิทใช้สิทธิ์ซื้อที่ดินก่อน ท่านพูดต่อหน้าพยานสิบคน ถ้าญาติไม่เอาก็ให้บอก แล้วโบอาสจะรับช่วงทำเอง นี่เป็นการดำเนินการตามพิธีการอย่างโปร่งใส ไม่แอบอ้าง
ข้อ 5
โบอาสเพิ่มเงื่อนไขที่สำคัญสุด: “ในวันที่ท่านซื้อที่นาจากมือนาโอมี… ท่านก็จะได้รูธชาวโมอับ แม่ม่ายของผู้ตายด้วย เพื่อนามของผู้ตายจะได้สืบต่อไป” แปลว่า การไถ่ที่ดินนั้นไม่ได้แค่ได้ที่ดินเปล่า ๆ แต่ต้องรับภาระแต่งงานกับรูธ และให้กำเนิดบุตรคนแรกเพื่อรับมรดกและสืบทอดชื่อของมาห์โลน (สามีเดิมของรูธ) ตามธรรมเนียมการแต่งงานแบบ “เลวีเรต” (Deuteronomy 25:5-10) ในกรณีนี้ไม่ใช่พี่น้องร่วมบิดา แต่เป็นญาติเชิงกฎหมายที่ขยายไปถึงผู้ไถ่ครอบครัว
ข้อ 6
ญาติสนิทเปลี่ยนใจทันที: “ข้าพเจ้าจะไถ่เพื่อตนเองอย่างนั้นไม่ได้ จะทำให้มรดกข้าพเจ้าเสียไป” เหตุผลทางเศรษฐกิจและสังคม – ถ้าเขามีลูกกับรูธ ลูกคนนั้นจะได้ที่ดินต่อจากมาห์ลอน ซึ่งจะตัดสิทธิของทายาทของเขาเอง ทำให้เขาต้องเสียทั้งเงินค่ารื้อถอนที่ดิน และทายาทโดยตรงของเขากลับได้มรดกน้อยลง เขาจึงบอกให้โบอาสทำแทน
ความสำคัญในเรื่อง
· การกระทำของโบอาสเป็นแบบอย่างของความซื่อสัตย์และเกียรติยศ ท่านไม่ได้รีบใช้สิทธิ์โดยไม่แจ้งญาติที่ใกล้ชิดกว่า
· ญาติคนแรกทำตามกฎหมายโดยถูกต้อง แต่เลือกที่จะสละสิทธิ์เพราะเห็นว่าไม่คุ้มกับภาระส่วนตัว
· ผลที่สุด โบอาสรับไถ่ทั้งที่ดินและนางรูธ นำไปสู่สายเลือดของกษัตริย์ดาวิด และในพระคัมภีร์ใหม่ถึงพระเยซูคริสต์
· เหตุการณ์นี้สอนว่าการไถ่ (redemption) ในพระคัมภีร์ไม่ใช่แค่ซื้อคืนที่ดิน แต่หมายถึงการฟื้นฟูชื่อ ตระกูล อนาคต และความหวัง เหมือนกับที่พระเจ้าทรงไถ่มนุษย์ผ่านทางพระคริสต์
หากต้องการให้อรรถาธิบายลึกถึงนิติธรรมอิสราเอล หรือเทียบกับกฎหมายอื่น ๆ เพิ่มเติม บอกได้เลยครับ
Page 7 of 12