ข่าวประเสริฐและพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์
ผู้ไถ่ที่แท้จริง
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 22
- :
- นางรูธ:
- บทสุดท้ายพระธรรมนางรูธ:
- นางรูธบทที่3:
- นางรูธ(ไทยแต่จิ๋ว):
- ร่มเงาแห่งพระคุณ:
- ก้าวใหม่แห่งความหวัง:
- พระพรที่เกินคาด:
- นางรูธ คริสตจักรเทียนสั่ง:
- Baptist เขาหินซ้อน:
พระธรรมนางรูธ :4:1-6

โบอาส แต่งงานกับนางรูธ
1 โบอาสไปที่ประตูเมืองและนั่งอยู่ที่นั่น ดูสิ ญาติสนิทซึ่งโบอาสกล่าวถึงเดินผ่านมา โบอาสจึงกล่าวว่า “เพื่อนเอ๋ย แวะนั่งที่นี่ก่อน” เขาก็แวะมานั่งลง
2 ท่านจึงไปนำพวกผู้ใหญ่ในเมืองนั้นมาสิบคนกล่าวว่า “เชิญนั่งที่นี่เถิด” พวกเขาก็นั่งลง
3 ท่านจึงพูดกับญาติสนิทคนนั้นว่า “นาซึ่งเป็นส่วนของเอลีเมเลคญาติของเรานั้น นาโอมีผู้กลับมาจากดินแดนโมอับอยากขายเสีย
4 ข้าพเจ้าเองคิดว่า ข้าพเจ้าจะเปิดเผยให้ท่านทราบ และขอบอกว่าจงซื้อไว้ ต่อหน้าคนที่นั่งอยู่ที่นี่และต่อหน้าพวกผู้ใหญ่ของชาวเมืองเรา ถ้าท่านจะไถ่ไว้ก็จงไถ่เถอะ ถ้าท่านไม่ไถ่จงบอกข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะได้ทราบ นอกจากท่านแล้วไม่มีใครมีสิทธิ์ไถ่ได้ ข้าพเจ้าเองมีสิทธิ์ถัดท่านไป” ผู้นั้นจึงบอกโบอาสว่า “ข้าพเจ้าจะไถ่เอง”
5 แล้วโบอาสบอกว่า “ในวันที่ท่านซื้อที่นาจากมือนาโอมีนั้น ท่านก็จะได้รูธชาวโมอับ แม่ม่ายของผู้ตายด้วย เพื่อนามของผู้ตายจะได้สืบต่อไปบนมรดกของเขา”
6 ญาติสนิทคนนั้นตอบว่า “ข้าพเจ้าจะไถ่เพื่อตนเองอย่างนั้นไม่ได้ จะทำให้มรดกข้าพเจ้าเสียไป ท่านจงเอาสิทธิในการไถ่ของข้าพเจ้าไปไถ่เองเถอะ เพราะข้าพเจ้าไถ่ไม่ได้แล้ว”
ด้วยความยินดีครับ ขออนุญาตขยายความ หรือ “อรรถา” ข้อความ นางรูธ 4:1-6 เพิ่มเติมดังนี้
บริบทก่อนหน้า
ก่อนหน้านี้ นางรูธ (หญิงชาวโมอับซึ่งเป็นแม่หม้าย) ได้ติดตามนาโอมี (แม่สามีชาวยูดาห์) กลับมายังเบธเลเฮม เธอได้ไปเก็บรวงข้าวที่นาไร่ของโบอาส ซึ่งเป็นญาติสนิทฝ่ายสามีผู้ล่วงลับ นาโอมีเห็นว่าโบอาสเป็นผู้มีคุณสมบัติเป็น “ผู้ไถ่” (kinsman-redeemer หรือ โกเอล) ได้ จึงวางแผนให้นางรูธไปเปิดผ้าคลุมเท้าโบอาสที่ลานนวดข้าว เพื่อขอให้ท่านรับหน้าที่ไถ่ถอนชื่อและมรดกของครอบครัว โบอาสรับปากว่าจะจัดการ แต่ต้องให้ญาติที่ใกล้ชิดกว่า (ซึ่งมีสิทธิ์ไถ่ก่อนท่าน) ตัดสินใจก่อน
อรรถาธิบายทีละข้อ
ข้อ 1
โบอาสไปที่ “ประตูเมือง” ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหาร การค้า และการตัดสินคดีความของชาวอิสราเอล การนั่งรออยู่ตรงนี้แสดงว่าโบอาสดำเนินการตามกฎหมายอย่างเปิดเผยและสุจริต เมื่อเห็นญาติสนิทคนนั้นเดินผ่าน ท่านเรียกเขาว่า “เพื่อนเอ๋ย” (หรือ “ท่านนั่น” ตามต้นฉบับ) นั่นคือการเจรจาอย่างสุภาพแต่แน่วแน่ ญาติคนนั้นยอมมานั่งด้วย แสดงว่าไม่ได้มีปัญหาส่วนตัว หรืออย่างน้อยก็ยังไม่รู้เรื่องที่จะเสนอ
ข้อ 2
โบอาสเรียก “ผู้ใหญ่ในเมืองนั้นมาสิบคน” ตามธรรมเนียมของอิสราเอล (เทียบกับ อพยพ 18:21-25; กันดารวิถี 11:16-17) สิบคนนี้น่าจะเป็นตัวแทนของชุมชนในการเป็นพยานและรับรองข้อตกลง การมีพยานเอกสารเพื่อความถูกต้องตามกฎหมาย
ข้อ 3
โบอาสแจ้งว่าที่ดินที่เคยเป็นของ “เอลีเมเลค” (สามีของนาโอมี) กำลังจะถูกนาโอมีขาย กฎหมายในเลวีนิติ 25:25 ระบุว่าถ้าญาติขายที่ดินไปเพราะความจน ผู้ไถ่ (ญาติสนิท) มีหน้าที่ไถ่คืน เพื่อรักษามรดกของเผ่าไว้ ตรงนี้โบอาสยังไม่ได้เอ่ยถึงรูธหรือเรื่องการสืบเชื้อสาย
ข้อ 4
โบอาสเปิดโอกาสให้ญาติสนิทใช้สิทธิ์ซื้อที่ดินก่อน ท่านพูดต่อหน้าพยานสิบคน ถ้าญาติไม่เอาก็ให้บอก แล้วโบอาสจะรับช่วงทำเอง นี่เป็นการดำเนินการตามพิธีการอย่างโปร่งใส ไม่แอบอ้าง
ข้อ 5
โบอาสเพิ่มเงื่อนไขที่สำคัญสุด: “ในวันที่ท่านซื้อที่นาจากมือนาโอมี… ท่านก็จะได้รูธชาวโมอับ แม่ม่ายของผู้ตายด้วย เพื่อนามของผู้ตายจะได้สืบต่อไป” แปลว่า การไถ่ที่ดินนั้นไม่ได้แค่ได้ที่ดินเปล่า ๆ แต่ต้องรับภาระแต่งงานกับรูธ และให้กำเนิดบุตรคนแรกเพื่อรับมรดกและสืบทอดชื่อของมาห์โลน (สามีเดิมของรูธ) ตามธรรมเนียมการแต่งงานแบบ “เลวีเรต” (Deuteronomy 25:5-10) ในกรณีนี้ไม่ใช่พี่น้องร่วมบิดา แต่เป็นญาติเชิงกฎหมายที่ขยายไปถึงผู้ไถ่ครอบครัว
ข้อ 6
ญาติสนิทเปลี่ยนใจทันที: “ข้าพเจ้าจะไถ่เพื่อตนเองอย่างนั้นไม่ได้ จะทำให้มรดกข้าพเจ้าเสียไป” เหตุผลทางเศรษฐกิจและสังคม – ถ้าเขามีลูกกับรูธ ลูกคนนั้นจะได้ที่ดินต่อจากมาห์ลอน ซึ่งจะตัดสิทธิของทายาทของเขาเอง ทำให้เขาต้องเสียทั้งเงินค่ารื้อถอนที่ดิน และทายาทโดยตรงของเขากลับได้มรดกน้อยลง เขาจึงบอกให้โบอาสทำแทน
ความสำคัญในเรื่อง
· การกระทำของโบอาสเป็นแบบอย่างของความซื่อสัตย์และเกียรติยศ ท่านไม่ได้รีบใช้สิทธิ์โดยไม่แจ้งญาติที่ใกล้ชิดกว่า
· ญาติคนแรกทำตามกฎหมายโดยถูกต้อง แต่เลือกที่จะสละสิทธิ์เพราะเห็นว่าไม่คุ้มกับภาระส่วนตัว
· ผลที่สุด โบอาสรับไถ่ทั้งที่ดินและนางรูธ นำไปสู่สายเลือดของกษัตริย์ดาวิด และในพระคัมภีร์ใหม่ถึงพระเยซูคริสต์
· เหตุการณ์นี้สอนว่าการไถ่ (redemption) ในพระคัมภีร์ไม่ใช่แค่ซื้อคืนที่ดิน แต่หมายถึงการฟื้นฟูชื่อ ตระกูล อนาคต และความหวัง เหมือนกับที่พระเจ้าทรงไถ่มนุษย์ผ่านทางพระคริสต์
หากต้องการให้อรรถาธิบายลึกถึงนิติธรรมอิสราเอล หรือเทียบกับกฎหมายอื่น ๆ เพิ่มเติม บอกได้เลยครับ
For such a time as this
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 35
- :

“For such a time as this”
วลี “For such a time as this” แปลว่า “เพื่อวาระเช่นนี้” หรือ “สำหรับช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้”
วลีนี้มีที่มาจากพระคัมภีร์ (หนังสือเอสเธอร์ 4:14) มักใช้สื่อถึงการถูกเตรียมหรือกำหนดมาให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะในเวลาที่มีความสำคัญหรือวิกฤต
"คุณไตรภพ เวลาเช่นนี้ คุณนั่นแหละที่ต้องอ่าน เล่มนี้ "พระคำของพระเจ้า "
ใช่เลย คุณฉัตร เล่มนั้นแหละ

เอสเธอร์ 4:14เพราะถ้าเธอเงียบอยู่ในเวลานี้ ความช่วยเหลือและการช่วยกู้จะมาถึงพวกยิวจากที่อื่น แต่เธอและครัวเรือนบิดาของเธอจะพินาศ ที่จริงเธอมารับตำแหน่งราชินีก็เพื่อยามวิกฤตเช่นนี้ก็เป็นได้นะ ใครจะรู้?.
***ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับพระคัมภีร์ KJV
***ข้อที่ยาวที่สุด: เอสเธอร์8:9 — มีคํามากถึง 90 คําในภาษาอังกฤษ
Esther 8:9 Then were the king’s scribes called at that time in the third month, that is, the month Sivan, on the three and twentieth day thereof; and it was written according to all that Mordecai commanded unto the Jews, and to the lieutenants, and the deputies and rulers of the provinces which are from India unto Ethiopia, an hundred twenty and seven provinces, unto every province according to the writing thereof, and unto every people after their language, and to the Jews according to their writing, and according to their language.
เอสเธอร์ 8:9
แล้วพระองค์ทรงเรียกราชอาลักษณ์เข้ามาในเวลานั้นในเดือนที่สามซึ่งเป็นเดือนสิวัน ณ วันที่ยี่สิบสาม และให้เขียนกฤษฎีกาตามที่โมรเดคัยบัญชาทุกอย่างเกี่ยวกับพวกยิว ถึงบรรดาสมุหเทศาภิบาล และผู้ว่าราชการ และเจ้าหน้าที่ของมณฑล ตั้งแต่อินเดียถึงเอธิโอเปีย ร้อยยี่สิบเจ็ดมณฑล ไปถึงทุกมณฑลเป็นอักขระของมณฑลนั้น และถึงชนทุกชาติเป็นภาษาของเขา และถึงพวกยิวเป็นอักขระและในภาษาของเขา
The Blessed Hope (ความหวังอันเป็นสุข)
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 25
- :
The Blessed Hope ความหวังอันเป็นความสุข

ทิตัส 2:11-15
11เพราะว่าพระคุณของพระเจ้า ได้ปรากฏแล้ว เพื่อช่วยคนทั้งปวงให้รอด
12สอนให้เราละทิ้งความอธรรม และโลกียตัณหา และดำเนินชีวิตในยุคนี้ อย่างมีสติสัมปชัญญะ สัตย์ซื่อสุจริต และตาม ครรลองธรรม
13คอยความสุขซึ่งจะได้รับตามความหวัง ได้แก่การปรากฎของพระสิริของพระเจ้าใหญ่ยิ่ง คือ พระเยซูคริสต์พระช่วยให้รอดของเรา
14ผู้ได้ทรงโปรดประทานพระองค์เองให้เรา เพื่อไถ่เราให้พ้นจากการอธรรมทุกอย่าง และ ทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ เพื่อให้เป็นหมู่ชนพิเศษของพระองค์ และเป็นคนที่ขวนขวายกระทำการดี
15ข้อความข้างบนนี้ ท่านจึงใช้พูดตักเตือนว่ากล่าวเขาอย่างหนักแน่น อย่าให้ผู้ใดประมาทท่านได้
1 โครินธ์ 15 :51-52
51ดูก่อนท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้ามีความล้ำลึกจะบอกท่าน คือว่าเราจะไม่ล่วงหลับหมดทุกคน แต่เราจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่หมด
52 ในชั่วขณะเดียว ในพริบตาเดียว เมื่อเปล่าแตรครั้งสุดท้าย เพราะว่าจะมีเสียงแตร และคนที่ตายแล้ว จะเป็นขึ้นมาปราศจากเน่าเปื่อย และเราทั้งหลายจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่
The Blessed Hope (ความหวังอันเป็นสุข) เป็นคำศัพท์เทววิทยาที่สำคัญในความเชื่อคริสเตียน มาจากพระคัมภีร์ใหม่ หนังสือทิตัส บทที่ 2 ข้อ 13:
“...คอยความหวังอันเป็นสุข คือการที่พระเยซูคริสต์ผู้ทรงพระเกียรติสิริของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่จะเสด็จมาปรากฏ”
โดยมีความหมายหลักดังนี้:
1. การเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ – ไม่ใช่แค่การสิ้นชีวิตหรือความตาย แต่เป็นการรอคอยเหตุการณ์ในอนาคตที่พระเยซูจะเสด็จกลับมาอย่างมีสง่าราศี
2. ความรอดบริบูรณ์ – สถานะการรอดพ้นจากความบาปจะสมบูรณ์ครั้งสุดท้าย (ทั้งจิตวิญญาณและร่างกาย)
3. กำลังใจในการดำเนินชีวิต – ความหวังนี้ทำให้คริสเตียนมีพลังในการละทิ้งความชั่วร้ายและดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ (ทิตัส 2:11-14)
4. การเป็นขึ้นจากตายและการเปลี่ยนแปลง – สำหรับผู้ที่ตายในพระคริสต์แล้วจะฟื้นคืนชีวิต ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่จะถูกเปลี่ยนแปลงให้มีร่างกายอมตะ (1 โครินธ์ 15:51-52)
The Blessed Hope is a Practical Doctrine" "ความหวังอันเป็นสุขนั้นเป็นหลักคำสอนที่นำไปปฏิบัติได้จริง"
โดยสรุป “The Blessed Hope” คือ การกลับมาของพระเยซูคริสต์เพื่อรับผู้เชื่อไปอยู่กับพระองค์ชั่วนิรันดร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของความเชื่อและความหวังสูงสุดของคริสเตียน
พระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 33
- :
พระธรรมยอห์น 8:12-20

12 อีกครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสกับเขา ทั้งหลายว่า เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืดแต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต 13 พวกฟาริสีจึงกล่าวกับพระองค์ว่า ท่านเป็นพยานให้แก่ตัวเอง คำพยานของท่านไม่เป็นความจริง 14พระเยซูตรัสตอบว่า แม้เราเป็นพยานให้แก่ตัวเอง คำพยานของเราก็เป็นความจริง เพราะเรารู้ว่าเรามาจากไหนและจะไปไหน แต่พวกท่านไม่รู้ ว่าเรามาจากไหนและจะไปที่ไหน 15 ท่านทั้งหลายย่อมพิพากษาตามทางโลกเรามิได้พิพากษาผู้ใด 16 แต่ถึงแม้เราจะพิพากษา การพิพากษาของเราก็ถูกต้อง เพราะเราไม่ได้พิพากษาโดยลำพัง แต่เราพิพากษาร่วมกับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา 17 ในธรรมบัญญัติของท่านก็มีคำเขียนไว้ว่า คำพยานของสองคนก็เป็นที่เชื่อถือได้ 18 เราเป็นพยานแก่ตัวเราเอง และพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาก็เป็นพยานให้แก่เราด้วย 19เหตุฉะนั้นเขาจึงทูลพระองค์ว่า"พระบิดาของท่านอยู่ที่ไหน" พระเยซูตอบว่า " ตัวเราก็ดีพระบิดาของเราก็ดีท่านทั้งหลายไม่รู้จัก ถ้าท่านรู้จักเรา ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย" 20 พระเยซูตรัสคำเหล่านี้ พี่คลังเงินเมื่อกำลังสั่งสอนอยู่ในบริเวณพระวิหารแต่ไม่มีผู้ใดจับกุมพระองค์ เพราะว่ายังไม่ถึงกำหนดเวลาของพระองค์
แน่นอนครับ ขออนุญาตอรรถาธิบาย ยอห์น 8:12-20 แบบทีละข้อ พร้อมเกร็ดความสำคัญครับ
บทนำบริบท
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันสุดท้ายของเทศกาลอยู่เพิง (ซึ่งจุดเทียนใหญ่ในพระวิหารเพื่อระลึกถึงการนำทางของพระเจ้าในถิ่นทุรกันดาร) พระเยซูทรงใช้บริบทแสงสว่างนี้เพื่อประกาศตัวตนของพระองค์
ข้อ 12
"เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต"
· “เราเป็น” (Ego Eimi) : เป็นการกล่าวถึงพระนามของพระเจ้าในอพยพ 3:14 พระเยซูทรงยืนยันความเป็นพระเจ้า
· “ความสว่างของโลก” : ต่างจากแสงเทียนที่ให้แสงชั่วคราว พระองค์ให้แสงสว่างฝ่ายวิญญาณถาวร (ความจริง การทรงนำ การชำระบาป)
· “ไม่เดินในความมืด” : ไม่ใช้ชีวิตในความบาป ความโง่เขลา หรือการถูกสาปแช่งอีกต่อไป
· “ความสว่างแห่งชีวิต” : แสงสว่างนี้ไม่ใช่แค่ความรู้ แต่เป็นชีวิตนิรันดร์และชีวิตที่มีคุณค่าที่แท้จริง
ข้อ 13-14 (การโต้เถียงเรื่องพยาน)
พวกฟาริสีว่า "ท่านเป็นพยานแทนตัวท่านเอง คำพยานของท่านก็ไม่จริง"
พระเยซูตรัสตอบว่า "แม้เราเป็นพยานแทนตัวเราเอง คำพยานของเราก็จริง..."
· ปกติตามกฎหมาย (เฉลยธรรมบัญญัติ 19:15) ต้องมีพยาน 2 ปากจึงจะรับฟังได้
· แต่พระเยซูทรงชี้ว่า แหล่งที่มา ของพระองค์ต่างจากมนุษย์ มนุษย์ไม่รู้ว่ามาจากไหนและไปไหน (เกิดและตายบนโลก) แต่พระองค์มาจากสวรรค์และกลับไปหาพระบิดา
· ฉะนั้นคำพยานของพระองค์ สมบูรณ์ในตัวเอง เพราะเป็นความจริงจากเบื้องบน
ข้อ 15-16
"พวกท่านตัดสินตามเนื้อหนัง... แต่ถ้าเรา ตัดสิน เราก็ตัดสินอย่างถูกต้อง"
· “ตัดสินตามเนื้อหนัง” : พวกฟาริสีใช้มาตรฐานโลก มองจากภายนอก (เชื้อสาย กฎเกณฑ์มนุษย์ อคติ)
· “เรากับพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาอยู่ด้วยกัน” : การตัดสินของพระเยซูถูกต้องสมบูรณ์แบบ เพราะเป็นการตัดสินเดียวกับพระเจ้า ไม่ใช่ตามอำเภอใจ
ข้อ 17-18
"ในธรรมบัญญัติของท่านเขียนไว้ว่า... เราก็เป็นพยานแทนตัวเราเอง และพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาก็ทรงเป็นพยานแทนเราด้วย"
· นี่คือการให้ พยานสองปาก ตามกฎหมาย: (1) พระเยซูเอง (2) พระบิดา ซึ่งทรงเป็นพยานผ่านทางพระวจนะ พระวิญญาณ และพระราชกิจอัศจรรย์
ข้อ 19 (คำถามสำคัญ)
เขาถามว่า "พระบิดาของท่านอยู่ที่ไหน?" พระเยซูตรัสว่า "ถ้าท่านทั้งหลายรู้จักเรา ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย"
· พวกเขาเข้าใจแบบโลกๆ คือ “พ่อของท่านอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน?” แต่ความจริงคือพระบิดาไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นพระเจ้าผู้สถิตกับพระเยซู
· หัวใจของความเชื่อคริสเตียน : การรู้จักพระเยซูอย่างถูกต้อง = การรู้จักพระเจ้า
ข้อ 20
"พระองค์ตรัสถ้อยคำเหล่านี้ที่หน้าคลังเครื่องบรรณาการขณะทรงสอนอยู่ในพระวิหาร... เพราะเวลาของพระองค์ยังมาไม่ถึง"
· “คลังเครื่องบรรณาการ” คือส่วนหนึ่งของลานสตรี มีตะกร้าหยอดเงินบริจาค เป็นที่สาธารณะ
· “เวลาของพระองค์ยังมาไม่ถึง” : นี่เป็นธีมสำคัญในพระธรรมยอห์น ชั่วโมงของการถูกจับและสิ้นพระชนม์ยังมาไม่ถึง พระเยซูทรงดำเนินไปตามแผนการของพระเจ้า ไม่มีใครทำอะไรพระองค์ได้จนกว่าพระองค์จะยอม
สรุปอรรถาธิบายสำหรับนำไปใช้
1. พระเยซูคือแหล่งกำเนิดแสงสว่างฝ่ายวิญญาณที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ศีลธรรมหรือคำสอนดีๆ
2. การติดตามพระองค์ ทำให้เราพ้นจากความมืดของบาปและความตายทางวิญญาณ
3. การตัดสินโดยมาตรฐานมนุษย์ มักผิดพลาด เพราะมองแค่ภายนอก
4. ความสัมพันธ์ระหว่างพระบิดา-พระบุตร เป็นเอกภาพและเป็นรากฐานของความจริง
5. อธิปไตยของพระเจ้า : เวลาของพระเยซูอยู่ในพระหัตถ์ของพระบิดา ไม่ใช่ตกอยู่ใต้อำนาจของศัตรู
หวังว่าคงช่วยให้เข้าใจลึกซึ้งขึ้นนะครับ ถ้าอยากเจาะลึกเฉพาะข้อใดเพิ่มเติมก็บอกได้เลยครับ 🙏
Page 6 of 11