ข่าวประเสริฐและพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์
The Blessed Hope (ความหวังอันเป็นสุข)
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 0
- :
The Blessed Hope ความหวังอันเป็นความสุข

ทิตัส 2:11-15
11เพราะว่าพระคุณของพระเจ้า ได้ปรากฏแล้ว เพื่อช่วยคนทั้งปวงให้รอด
12สอนให้เราละทิ้งความอธรรม และโลกียตัณหา และดำเนินชีวิตในยุคนี้ อย่างมีสติสัมปชัญญะ สัตย์ซื่อสุจริต และตาม ครรลองธรรม
13คอยความสุขซึ่งจะได้รับตามความหวัง ได้แก่การปรากฎของพระสิริของพระเจ้าใหญ่ยิ่ง คือ พระเยซูคริสต์พระช่วยให้รอดของเรา
14ผู้ได้ทรงโปรดประทานพระองค์เองให้เรา เพื่อไถ่เราให้พ้นจากการอธรรมทุกอย่าง และ ทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ เพื่อให้เป็นหมู่ชนพิเศษของพระองค์ และเป็นคนที่ขวนขวายกระทำการดี
15ข้อความข้างบนนี้ ท่านจึงใช้พูดตักเตือนว่ากล่าวเขาอย่างหนักแน่น อย่าให้ผู้ใดประมาทท่านได้
1 โครินธ์ 15 :51-52
51ดูก่อนท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้ามีความล้ำลึกจะบอกท่าน คือว่าเราจะไม่ล่วงหลับหมดทุกคน แต่เราจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่หมด
52 ในชั่วขณะเดียว ในพริบตาเดียว เมื่อเปล่าแตรครั้งสุดท้าย เพราะว่าจะมีเสียงแตร และคนที่ตายแล้ว จะเป็นขึ้นมาปราศจากเน่าเปื่อย และเราทั้งหลายจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่
The Blessed Hope (ความหวังอันเป็นสุข) เป็นคำศัพท์เทววิทยาที่สำคัญในความเชื่อคริสเตียน มาจากพระคัมภีร์ใหม่ หนังสือทิตัส บทที่ 2 ข้อ 13:
“...คอยความหวังอันเป็นสุข คือการที่พระเยซูคริสต์ผู้ทรงพระเกียรติสิริของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่จะเสด็จมาปรากฏ”
โดยมีความหมายหลักดังนี้:
1. การเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ – ไม่ใช่แค่การสิ้นชีวิตหรือความตาย แต่เป็นการรอคอยเหตุการณ์ในอนาคตที่พระเยซูจะเสด็จกลับมาอย่างมีสง่าราศี
2. ความรอดบริบูรณ์ – สถานะการรอดพ้นจากความบาปจะสมบูรณ์ครั้งสุดท้าย (ทั้งจิตวิญญาณและร่างกาย)
3. กำลังใจในการดำเนินชีวิต – ความหวังนี้ทำให้คริสเตียนมีพลังในการละทิ้งความชั่วร้ายและดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ (ทิตัส 2:11-14)
4. การเป็นขึ้นจากตายและการเปลี่ยนแปลง – สำหรับผู้ที่ตายในพระคริสต์แล้วจะฟื้นคืนชีวิต ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่จะถูกเปลี่ยนแปลงให้มีร่างกายอมตะ (1 โครินธ์ 15:51-52)
โดยสรุป “The Blessed Hope” คือ การกลับมาของพระเยซูคริสต์เพื่อรับผู้เชื่อไปอยู่กับพระองค์ชั่วนิรันดร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของความเชื่อและควา
มหวังสูงสุดของคริสเตียน
พระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 2
- :
พระธรรมยอห์น 8:12-20

12 อีกครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสกับเขา ทั้งหลายว่า เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืดแต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต 13 พวกฟาริสีจึงกล่าวกับพระองค์ว่า ท่านเป็นพยานให้แก่ตัวเอง คำพยานของท่านไม่เป็นความจริง 14พระเยซูตรัสตอบว่า แม้เราเป็นพยานให้แก่ตัวเอง คำพยานของเราก็เป็นความจริง เพราะเรารู้ว่าเรามาจากไหนและจะไปไหน แต่พวกท่านไม่รู้ ว่าเรามาจากไหนและจะไปที่ไหน 15 ท่านทั้งหลายย่อมพิพากษาตามทางโลกเรามิได้พิพากษาผู้ใด 16 แต่ถึงแม้เราจะพิพากษา การพิพากษาของเราก็ถูกต้อง เพราะเราไม่ได้พิพากษาโดยลำพัง แต่เราพิพากษาร่วมกับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา 17 ในธรรมบัญญัติของท่านก็มีคำเขียนไว้ว่า คำพยานของสองคนก็เป็นที่เชื่อถือได้ 18 เราเป็นพยานแก่ตัวเราเอง และพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาก็เป็นพยานให้แก่เราด้วย 19เหตุฉะนั้นเขาจึงทูลพระองค์ว่า"พระบิดาของท่านอยู่ที่ไหน" พระเยซูตอบว่า " ตัวเราก็ดีพระบิดาของเราก็ดีท่านทั้งหลายไม่รู้จัก ถ้าท่านรู้จักเรา ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย" 20 พระเยซูตรัสคำเหล่านี้ พี่คลังเงินเมื่อกำลังสั่งสอนอยู่ในบริเวณพระวิหารแต่ไม่มีผู้ใดจับกุมพระองค์ เพราะว่ายังไม่ถึงกำหนดเวลาของพระองค์
แน่นอนครับ ขออนุญาตอรรถาธิบาย ยอห์น 8:12-20 แบบทีละข้อ พร้อมเกร็ดความสำคัญครับ
บทนำบริบท
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันสุดท้ายของเทศกาลอยู่เพิง (ซึ่งจุดเทียนใหญ่ในพระวิหารเพื่อระลึกถึงการนำทางของพระเจ้าในถิ่นทุรกันดาร) พระเยซูทรงใช้บริบทแสงสว่างนี้เพื่อประกาศตัวตนของพระองค์
ข้อ 12
"เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต"
· “เราเป็น” (Ego Eimi) : เป็นการกล่าวถึงพระนามของพระเจ้าในอพยพ 3:14 พระเยซูทรงยืนยันความเป็นพระเจ้า
· “ความสว่างของโลก” : ต่างจากแสงเทียนที่ให้แสงชั่วคราว พระองค์ให้แสงสว่างฝ่ายวิญญาณถาวร (ความจริง การทรงนำ การชำระบาป)
· “ไม่เดินในความมืด” : ไม่ใช้ชีวิตในความบาป ความโง่เขลา หรือการถูกสาปแช่งอีกต่อไป
· “ความสว่างแห่งชีวิต” : แสงสว่างนี้ไม่ใช่แค่ความรู้ แต่เป็นชีวิตนิรันดร์และชีวิตที่มีคุณค่าที่แท้จริง
ข้อ 13-14 (การโต้เถียงเรื่องพยาน)
พวกฟาริสีว่า "ท่านเป็นพยานแทนตัวท่านเอง คำพยานของท่านก็ไม่จริง"
พระเยซูตรัสตอบว่า "แม้เราเป็นพยานแทนตัวเราเอง คำพยานของเราก็จริง..."
· ปกติตามกฎหมาย (เฉลยธรรมบัญญัติ 19:15) ต้องมีพยาน 2 ปากจึงจะรับฟังได้
· แต่พระเยซูทรงชี้ว่า แหล่งที่มา ของพระองค์ต่างจากมนุษย์ มนุษย์ไม่รู้ว่ามาจากไหนและไปไหน (เกิดและตายบนโลก) แต่พระองค์มาจากสวรรค์และกลับไปหาพระบิดา
· ฉะนั้นคำพยานของพระองค์ สมบูรณ์ในตัวเอง เพราะเป็นความจริงจากเบื้องบน
ข้อ 15-16
"พวกท่านตัดสินตามเนื้อหนัง... แต่ถ้าเรา ตัดสิน เราก็ตัดสินอย่างถูกต้อง"
· “ตัดสินตามเนื้อหนัง” : พวกฟาริสีใช้มาตรฐานโลก มองจากภายนอก (เชื้อสาย กฎเกณฑ์มนุษย์ อคติ)
· “เรากับพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาอยู่ด้วยกัน” : การตัดสินของพระเยซูถูกต้องสมบูรณ์แบบ เพราะเป็นการตัดสินเดียวกับพระเจ้า ไม่ใช่ตามอำเภอใจ
ข้อ 17-18
"ในธรรมบัญญัติของท่านเขียนไว้ว่า... เราก็เป็นพยานแทนตัวเราเอง และพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาก็ทรงเป็นพยานแทนเราด้วย"
· นี่คือการให้ พยานสองปาก ตามกฎหมาย: (1) พระเยซูเอง (2) พระบิดา ซึ่งทรงเป็นพยานผ่านทางพระวจนะ พระวิญญาณ และพระราชกิจอัศจรรย์
ข้อ 19 (คำถามสำคัญ)
เขาถามว่า "พระบิดาของท่านอยู่ที่ไหน?" พระเยซูตรัสว่า "ถ้าท่านทั้งหลายรู้จักเรา ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย"
· พวกเขาเข้าใจแบบโลกๆ คือ “พ่อของท่านอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน?” แต่ความจริงคือพระบิดาไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นพระเจ้าผู้สถิตกับพระเยซู
· หัวใจของความเชื่อคริสเตียน : การรู้จักพระเยซูอย่างถูกต้อง = การรู้จักพระเจ้า
ข้อ 20
"พระองค์ตรัสถ้อยคำเหล่านี้ที่หน้าคลังเครื่องบรรณาการขณะทรงสอนอยู่ในพระวิหาร... เพราะเวลาของพระองค์ยังมาไม่ถึง"
· “คลังเครื่องบรรณาการ” คือส่วนหนึ่งของลานสตรี มีตะกร้าหยอดเงินบริจาค เป็นที่สาธารณะ
· “เวลาของพระองค์ยังมาไม่ถึง” : นี่เป็นธีมสำคัญในพระธรรมยอห์น ชั่วโมงของการถูกจับและสิ้นพระชนม์ยังมาไม่ถึง พระเยซูทรงดำเนินไปตามแผนการของพระเจ้า ไม่มีใครทำอะไรพระองค์ได้จนกว่าพระองค์จะยอม
สรุปอรรถาธิบายสำหรับนำไปใช้
1. พระเยซูคือแหล่งกำเนิดแสงสว่างฝ่ายวิญญาณที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ศีลธรรมหรือคำสอนดีๆ
2. การติดตามพระองค์ ทำให้เราพ้นจากความมืดของบาปและความตายทางวิญญาณ
3. การตัดสินโดยมาตรฐานมนุษย์ มักผิดพลาด เพราะมองแค่ภายนอก
4. ความสัมพันธ์ระหว่างพระบิดา-พระบุตร เป็นเอกภาพและเป็นรากฐานของความจริง
5. อธิปไตยของพระเจ้า : เวลาของพระเยซูอยู่ในพระหัตถ์ของพระบิดา ไม่ใช่ตกอยู่ใต้อำนาจของศัตรู
หวังว่าคงช่วยให้เข้าใจลึกซึ้งขึ้นนะครับ ถ้าอยากเจาะลึกเฉพาะข้อใดเพิ่มเติมก็บอกได้เลยครับ 🙏
ธรรมบัญญัติและแผ่นดินของพระเจ้า
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 9
พระธรรมลูกา 16:14-17

14 ฝ่ายพวกฟาริสีที่มีใจรักเงิน เมื่อได้ยินคำเหล่านั้นแล้วจึงเยาะเย้ยพระองค์
15 แต่พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “เจ้าทั้งหลายทำทีดูเป็นคนชอบธรรมต่อหน้ามนุษย์ แต่พระเจ้าทรงทราบจิตใจของเจ้าทั้งหลาย ด้วยว่าซึ่งเป็นที่นับถือมากท่ามกลางมนุษย์ ก็ยังเป็นที่เกลียดชังจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า
16 มีธรรมบัญญัติและผู้เผยพระวจนะมาจนถึงยอห์น ตั้งแต่นั้นมาเขาก็ประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า และคนทั้งปวงก็ชิงกันเข้าไปในแผ่นดินนั้น
17 ฟ้าและดินจะล่วงไปก็ง่ายกว่าที่ธรรมบัญญัติสักจุดหนึ่งจะเป็นโมฆะ
แน่นอนครับ ขออรรถาธิบาย ลูกา 16:14-17 ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย พร้อมบริบทและข้อคิดทางเทววิทยาครับ
บริบทของข้อความ
พระเยซูทรงกำลังตรัสกับเหล่าสาวก ต่อหน้าพวกฟาริสี ซึ่งเป็นคนรักเงิน (ข้อ 14) ก่อนหน้านี้พระองค์เพิ่งเล่าอุปมาเรื่อง นายทุนที่ไม่ซื่อสัตย์ (ลูกา 16:1-13) ซึ่งสรุปว่าคนใช้เงินอย่างไม่ซื่อสัตย์ยังรอบคอบในการใช้เงินเพื่ออนาคตฝ่ายโลก แต่เราควรใช้เงินเพื่ออนาคตนิรันดร์ และ ไม่มีใครปรนนิบัตินายสองคน (พระเจ้ากับเงินทอง)
---
อรรถาธิบายทีละข้อ
ลูกา 16:14 - ฟาริสีเยาะเย้ย เพราะรักเงิน
“พวกฟาริสีที่รักเงิน ได้ยินพระองค์ตรัสดังนั้นก็เยาะเย้ยพระองค์”
- ฟาริสีรักเงิน – แต่พวกเขามักแสร้งทำเป็นเคร่งครัดในธรรมบัญญัติ พระเยซูทรงเปิดโปงว่าความรักเงินเป็นใจกลางของชีวิตพวกเขา
· เยาะเย้ย (ἐξεμυκτήρισαν – exemyktērisan) – แปลตรงตัวว่า “สั่งน้ำมูกใส่” หรือ “ทำหน้าดูถูก” แสดงถึงการดูหมิ่นอย่างรุนแรง พวกเขาคิดว่าคำสอนของพระเยซูโง่เขลา เพราะพวกเขาเชื่อว่าความมั่งคั่งเป็นเครื่องหมายของพระพรจากพระเจ้า
ลูกา 16:15 - พระเจ้าทรงรู้ใจ สิ่งที่มนุษย์ยกย่องเป็นสิ่งน่าสะอิดสะเอียน (เป็นสิ่งที่น่าเกลียดชัง) ต่อพระเจ้า
“พระองค์ตรัสแก่เขาทั้งหลายว่า ‘ท่านทั้งหลายเป็นคนที่ยอตัวเองต่อหน้ามนุษย์ แต่พระเจ้าทรงรู้จักใจของท่าน เพราะว่าที่มนุษย์ยกย่องนับถือกันนั้น เป็นสิ่งน่าสะอิดสะเอียนในสายพระเนตรของพระเจ้า’”
- ยอตัวเองต่อหน้ามนุษย์ – พวกฟาริสีรักษาภาพลักษณ์ภายนอกว่าเคร่งครัด แต่ภายในรักเงินและอำนาจ
· พระเจ้าทรงรู้จักใจ – เป็นการเตือนว่าไม่มีใครหลอกพระเจ้าได้
· ที่มนุษย์ยกย่อง…น่าสะอิดสะเอียน – นี่เป็นหัวใจสำคัญ: สิ่งที่สังคมชื่นชม (เช่น ความร่ำรวย อำนาจ ชื่อเสียง) ถ้าทำให้เราหันเหจากพระเจ้า มันกลับเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจในสายพระเนตรพระเจ้า ตัวอย่างเช่น การทำบุญเพื่ออวด หรือการให้ทานเพื่อให้คนยกย่อง
ลูกา 16:16 - ยุคเปลี่ยนผ่าน จากธรรมบัญญัติสู่ข่าวประเสริฐแห่งอาณาจักร
“ธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะมีมาจนถึงยอห์น ตั้งแต่นั้นมา อาณาจักรของพระเจ้าก็ได้รับการประกาศ และทุกคนก็บังคับตัวเข้าไปในอาณาจักรนั้น”
ข้อนี้ดูเหมือนไม่ต่อเนื่อง แต่จริงๆ เชื่อมโยงกับข้อ 14-15 และข้อ 17
- ธรรมบัญญัติและผู้เผยพระวจนะมีมาจนถึงยอห์น – หมายถึงการเตรียมการของพระเจ้าในพันธสัญญาเดิมสิ้นสุดลงที่ยอห์นผู้ให้บัพติศมา (เป็นตัวเชื่อมระหว่างสองพันธสัญญา)
· ตั้งแต่นั้นมา อาณาจักรของพระเจ้าก็ได้รับการประกาศ – ในยุคของพระเยซู กำลังเริ่มต้นยุคแห่งการประกาศข่าวดีเรื่องอาณาจักร
· ทุกคนก็บังคับตัวเข้าไปในอาณาจักรนั้น
คำแปลที่ถูกต้องที่สุดอาจเป็น “ทุกคนก็ถูกเร่งเร้าให้เข้าไป” หรือ “ทุกคนก็พยายามอย่างแรงกล้าที่จะเข้าไป” (กรีก: βιάζεται – biázetai)
ไม่ใช่ใช้ความรุนแรง แต่หมายถึงความกระตือรือร้นอย่างแรงกล้า เสมือนหนึ่ง “เบียดเสียด” หรือ “ทุ่มเทสุดตัว” เพื่อเข้าสู่อาณาจักร
ข้อนี้ไม่ได้ขัดแย้งกับความรอดโดยพระคุณ แต่ชี้ให้เห็นว่าการตอบสนองต่ออาณาจักรต้องอาศัยการกลับใจและการละทิ้งความรักโลก (โดยเฉพาะเงินทอง)
ลูกา 16:17 - ธรรมบัญญัติยังคงมั่นคง ไม่ถูกยกเลิก
“ส่วนฟ้าและดินจะล่วงไปได้ง่ายกว่า อักษรตัวหนึ่งตัวใดในธรรมบัญญัติจะตกไปก็ยาก”
- พระเยซูตรัสเช่นนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้าใจผิดว่า อาณาจักรใหม่หมายถึงการยกเลิกมาตรฐานศีลธรรมของพระเจ้า
· อักษรตัวหนึ่งตัวใด (iōta – ยอด) – หมายถึงอักษรที่เล็กที่สุดในภาษาฮีบรู (yodh) หรือแม้แต่ขีดเล็กๆ บนตัวอักษร
· ความหมาย: พระเจ้าจะไม่เปลี่ยนมาตรฐานความดีความชอบ
แต่พระเยซูทรงเติมเต็มธรรมบัญญัติและแสดงให้เห็นความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น (เช่น ความโลภเท่ากับ idolatry)
· เชื่อมกลับถึงฟาริสี: พวกเขาจับผิดเล็กๆ น้อยๆ แต่ขาดความรักพระเจ้าและเมตตาธรรม
สรุปสาระสำคัญ
1. พระเจ้าทรงเห็นใจ ไม่ใช่ภายนอก – พวกฟาริสีดูดีแต่พระองค์ตรัสว่าความรักเงินเป็นสิ่งน่าสะอิดสะเอียน
2. อาณาจักรของพระเจ้ามาถึงแล้ว – ตั้งแต่ยอห์นเป็นต้นมา เราต้องตอบสนองด้วยใจที่แรงกล้า พร้อมทิ้งสิ่งที่เป็นอุปสรรค (รวมถึงเงินทอง)
3. ธรรมบัญญัติไม่สิ้นสูญ – อาณาจักรไม่ได้หมายถึงการเลิกทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า แต่น้ำพระทัยนั้นยังคงมั่นคงเป็นนิจ
ข้อคิดนำไปใช้
- เรามักยกย่องคนรวย หรืออยากให้คนนับถือในความสำเร็จทางโลก แต่พระเยซูทรงเตือนว่า “ที่มนุษย์ยกย่องเป็นสิ่งน่าสะอิดสะเอียนต่อพระเจ้า” ถ้ามันทำให้ห่างเหินจากพระองค์
· อย่าเยาะเย้ยหรือดูถูกคำสอนของพระคริสต์ที่ท้าทายวิถีของโลก
· การเข้าสู่อาณาจักรต้องใช้ความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า – ไม่ใช่เกียจคร้านฝ่ายวิญญาณ
· เรายังต้องยึดมั่นในมาตรฐานศีลธรรมของพระเจ้า โดยเฉพาะเรื่องความซื่อสัตย์และการไม่เป็นทาสเงินทอง
ถ้าต้องการเจาะลึกคำว่า “บังคับตัวเข้าไป” (ข้อ 16) หรือเทียบกับมัทธิว 11:12-13 เพิ่มเติม ก็บอกได้นะครับ
พระเยซูเป็นทางไปสู่พระบิดา
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 7
- :
พระธรรมยอห์น 14:1-14
ยอห์น 14:1-14 ฉบับ King James Version (KJV)
1 "อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย ท่านเชื่อในพระเจ้า จงเชื่อในเราด้วย
2 ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีคฤหาสน์หลายแห่ง ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว เราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย
3 และถ้าเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะอยู่ที่นั่นด้วย
4 ท่านทราบว่าเราจะไปที่ไหนและท่านก็รู้จักทางนั้น"
5 โธมัสทูลพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า พวกข้าพระองค์ไม่ทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน พวกข้าพระองค์จะรู้จักทางนั้นได้อย่างไร"

6 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา
7 ถ้าท่านทั้งหลายรู้จักเราแล้ว ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย และตั้งแต่นี้ไปท่านก็รู้จักพระองค์และได้เห็นพระองค์"
8 ฟีลิปทูลพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็นและพวกข้าพระองค์จะพอใจ"
9 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "ฟีลิปเอ๋ย เราได้อยู่กับท่านนานถึงเพียงนี้ และท่านยังไม่รู้จักเราหรือ ผู้ที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดา และท่านจะพูดได้อย่างไรว่า 'ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็น'
10 ท่านไม่เชื่อหรือว่า เราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเรา คำซึ่งเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายนั้น เรามิได้กล่าวตามใจชอบ แต่พระบิดาผู้ทรงสถิตอยู่ในเราได้ทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์
11 จงเชื่อเราเถิดว่าเราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเรา หรือมิฉะนั้นก็จงเชื่อเราเพราะกิจการเหล่านั้นเถิด
12 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ที่เชื่อในเราจะกระทำกิจการซึ่งเราได้กระทำนั้นด้วย และเขาจะกระทำกิจการที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก เพราะว่าเราจะไปถึงพระบิดาของเรา
13 สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายจะขอในนามของเรา เราจะกระทำสิ่งนั้น เพื่อว่าพระบิดาจะทรงได้รับเกียรติทางพระบุตร
14 ถ้าท่านจะขอสิ่งใดในนามของเรา เราจะกระทำสิ่งนั้น"
Page 1 of 5
