1. You are here:  

ข่าวประเสริฐและพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์

พระธรรมสดุดี126และการฟื้นฟูครั้งใหม่

Details
Written by: Chatrapong meesa
Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
Published: 26 April 2026
Hits: 8
  • มัทธิว11:28-29-30
  • :

 

พระธรรมสดุดี126

พระธรรมสดุดี 126 เป็นหนึ่งในบทเพลงสดุดีที่สั้นแต่ทรงพลังมาก จัดอยู่ในกลุ่ม “เพลงสดุดีแห่งการขึ้นไป” (บทที่ 120–134) ที่ชาวอิสราเอลใช้ร้องระหว่างเดินทางขึ้นไปนมัสการพระเจ้ากรุงเยรูซาเล็ม

นี่คือเนื้อหาและคำอธิบายเพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น:

พระคัมภีร์ (ฉบับมาตรฐาน)

1 เมื่อพระเจ้าทรงนำผู้ที่ถูกกวาดไปเป็นเชลยกลับคืนสู่ศิโยน
พวกเราก็เป็นเหมือนคนที่ฝัน
2 แล้วปากของเราก็เปี่ยมด้วยเสียงหัวเราะ
และลิ้นของเราก็เปี่ยมด้วยบทเพลงแห่งความยินดี
แล้วชนต่างชาติก็พูดกันว่า
“พระเจ้าได้ทรงกระทำกิจยิ่งใหญ่เพื่อพวกเขา”
3 พระเจ้าได้ทรงกระทำกิจยิ่งใหญ่เพื่อพวกเรา
เราก็ชื่นชมยินดี

4 ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงนำผู้ที่ถูกกวาดไปเป็นเชลยกลับคืนมา
เหมือนกับลำธารในเนเกบ
5 ผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา
จะเก็บเกี่ยวด้วยเสียงเพลงแห่งความยินดี
6 แม้ผู้ที่ออกไปร้องไห้ขณะหว่านเมล็ดพืช
แต่จะกลับมาด้วยเสียงเพลงแห่งความยินดี ขณะนำฟ่อนข้าวมา

บริบทและความหมาย

1. ช่วงเวลาของการหวนกลับ (ข้อ 1-3)

บทสดุดีนี้กล่าวถึงช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงนำชนชาติอิสราเอลกลับจากการเป็นเชลยในบาบิโลน (ประมาณ 538 ปีก่อนคริสตกาล)

  • “เป็นเหมือนคนที่ฝัน” : ความสุขที่เกิดขึ้นยิ่งใหญ่เกินกว่าจะคาดคิด จนรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน ความเจ็บปวดที่ยาวนานถูกเปลี่ยนเป็นความชื่นชมอย่างไม่คาดฝัน
    · “ชนต่างชาติก็พูดกันว่า” : การฟื้นฟูของประชากรของพระเจ้าเป็นพยานถึงฤทธานุภาพของพระองค์ต่อคนทั้งโลก

2. คำอธิษฐานเพื่อการฟื้นฟูที่สมบูรณ์ (ข้อ 4)

แม้จะกลับมาแล้ว แต่สถานการณ์ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ ผู้สดุดีจึงอธิษฐาน:

  • “เหมือนกับลำธารในเนเกบ” : เนเกบคือทะเลทรายทางตอนใต้ของอิสราเอล ที่มีลำธารซึ่งแห้งขอดในช่วงฤดูแล้ง แต่เมื่อฝนตกในฤดูหนาว น้ำจะไหลหลากอย่างรวดเร็วและทำให้เกิดชีวิตขึ้นมาใหม่
    · คำอธิษฐานนี้ หมายถึง ขอให้พระเจ้าทรงฟื้นฟูสิ่งที่ “แห้งแล้ง” ให้กลับมามีชีวิตชีวาอย่างรวดเร็วและอุดมสมบูรณ์

3. หลักการแห่งน้ำตาและการเก็บเกี่ยว (ข้อ 5-6)

นี่เป็นข้อพระคัมภีร์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของบทนี้ เป็นหลักการทางจิตวิญญาณที่อยู่นอกเหนือกาลเวลา:

  • “ผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา” : การงานที่ทำท่ามกลางความยากลำบาก ความเจ็บปวด ความอดทน หรือการเสียสละ
    · “จะเก็บเกี่ยวด้วยเสียงเพลงแห่งความยินดี” : ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ใช่แค่ความสำเร็จธรรมดา แต่เป็นความยินดีที่ลึกซึ้งและมีชัยชนะ

ข้อคิด

1. ความทรงจำคือพลัง : การระลึกถึงความยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงทำในอดีต (ข้อ 1-3) เป็นรากฐานของความหวังในปัจจุบัน เมื่อเรากำลังรอคอย “การฟื้นฟู” ครั้งใหม่
2. อย่ามองข้ามฤดูแห่งน้ำตา : ในชีวิตฝ่ายวิญญาณ บางครั้งเราอยู่ใน “ฤดูหว่าน” ที่ต้องเสียสละและเจ็บปวด บทสดุดีนี้รับรองว่า ฤดูนั้นไม่สูญเปล่า หากเราหว่านด้วยความเชื่อ น้ำตาเหล่านั้นจะกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่งอกงาม
3. พยานแก่โลก : การที่ผู้คนรอบข้าง (ชนต่างชาติ) เห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเราและยกย่องพระเจ้า ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของการฟื้นฟู

หากคุณกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่รู้สึกเหนื่อยล้า คล้ายกับ “เนเกบที่แห้งผาก” หรือกำลัง “หว่านด้วยน้ำตา” บทสดุดีข้อ 5-6 คือพระสัญญาที่จะช่วยให้คุณมีกำลังใจที่จะก้าวต่อไป

โธมัสไม่เชื่อ

Details
Written by: Chatrapong meesa
Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
Published: 26 April 2026
Hits: 2
  • :

 

พระธรรมยอห์น20:24-31

St.-Thomas

 ครับ ขออรรถาธิบายเพิ่มเติมสำหรับ ยอห์น 20:24-31 เพื่อให้เห็นความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

1. โธมัสผู้สงสัย (ข้อ 24-25)

 

โธมัสไม่ได้อยู่กับสาวกกลุ่มแรกที่เห็นพระเยซูหลังคืนพระชนม์ ชื่อ “ดิทิมัส” (Didymus) แปลว่า “ฝาแฝด” เขาไม่ได้สงสัยเพราะดื้อรั้น แต่เพราะความรักและความจริงใจ – เขาต้องการหลักฐานที่จับต้องได้ ไม่ใช่ข่าวลือ คำพูดที่ว่า “ถ้าไม่เห็น...เราไม่เชื่อ” แสดงถึงมาตรฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งพระเยซูก็ทรงตอบสนองต่อความต้องการนั้นด้วยพระเมตตา

 

2. พระเยซูทรงยอมรับข้อจำกัดของมนุษย์ (ข้อ 26-27)

 

หลังจากแปดวัน พระเยซูเสด็จมาอีกครั้ง แม้ประตูจะปิดสนิท พระองค์ตรัสทักโธมัสโดยตรงโดยไม่ดุด่า ทรงเชื้อเชิญให้สัมผัสบาดแผล นี่แสดงว่าพระองค์ไม่ทรงตำหนิความสงสัยที่จริงใจ แต่ทรงใช้มันเป็นโอกาสเสริมสร้างความเชื่อให้เข้มแข็งขึ้น

 

3. คำประกาศสูงสุดของโธมัส (ข้อ 28)

 

“องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ และพระเจ้าของข้าพระองค์” (My Lord and my God) เป็นคำกล่าวที่ชัดเจนที่สุดในพระกิตติคุณที่ยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นทั้งเจ้านาย (Lord) และพระเจ้า (God) ในฉบับ KJV คำว่า “Lord” (Kyrios) และ “God” (Theos) ใช้กับพระเยซูโดยตรง ไม่มีข้อสงสัยว่าโธมัสเปลี่ยนจากผู้ไม่เชื่อมาเป็นผู้นมัสการพระเจ้าองค์จริง

 

4. บทเรียนเรื่อง “ความเชื่อโดยไม่เห็น” (ข้อ 29)

 

พระเยซูตรัสว่า “คนทั้งหลายที่ไม่ได้เห็นแต่ก็เชื่อก็เป็นสุข” นี่คือหัวใจของคริสเตียนทุกยุคทุกสมัย เราไม่ได้เห็นพระองค์ทางกาย แต่เราเชื่อโดยผ่านคำพยานของพระคัมภีร์และฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ความสุข (blessedness) นี้เหนือกว่าประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส

 

5. จุดประสงค์ของพระกิตติคุณยอห์น (ข้อ 30-31)

 

ยอห์นยอมรับว่ามีหมายสำคัญอื่นอีกมากที่พระเยซูทรงทำ แต่สิ่งที่เลือกมาเขียนนั้นมีเป้าหมายเดียว: เพื่อให้ผู้อ่านเชื่อว่าพระเยซูคือพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อเชื่อแล้วจะมีชีวิตในพระนามของพระองค์ ดังนั้นข้อพระคัมภีร์ตอนนี้จึงเป็นเหมือน “คำประกาศพันธกิจ” ของหนังสือยอห์นทั้งเล่ม

 

สรุปสาระสำคัญ

 

· พระเจ้าทรงเห็นอกเห็นใจผู้ที่สงสัยอย่างจริงใจ และทรงจัดเตรียมหลักฐานพอเพียง

· ความเชื่อที่เกิดจากการเห็นเป็นเรื่องดี แต่ความเชื่อโดยไม่เห็นนั้นได้รับพระพรยิ่งใหญ่กว่า

· จุดสูงสุดของความเชื่อคือการนมัสการพระเยซูในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระเจ้า

· พระคัมภีร์มีไว้เพื่อสร้างความเชื่อที่นำไปสู่ชีวิตนิรันดร์

 

หากต้องการเจาะลึกในประเด็นใดเพิ่มเติม เช่น ความหมายของ “ชีวิตในพระนามของพระองค์” หรือเทววิทยาว่าด้วยบาดแผลหลังการคืนพระชนม์ บอกได้เลยครับ

ความเชื่อที่เลื่องลือไป

Details
Written by: Chatrapong meesa
Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
Published: 26 April 2026
Hits: 2
  • ความเชื่อที่เลื่องลือไป:

 

พระธรรมโรม1:8-17

 

📖 อรรถกถา โรม 1:8-17 (อธิบายตามตัวบทและบริบท)

1. ข้อ 8-10 : การขอบพระคุณและการอธิษฐานไม่ว่างเว้น

เปาโลเริ่มด้วยการขอบพระคุณพระเจ้าเพราะ “ความเชื่อของท่านทั้งหลายเลื่องลือไปทั่วโลก” คริสตจักรในกรุงโรม (ซึ่งเปาโลยังไม่เคยไปเยือน) มีชื่อเสียงด้านความเชื่อแม้อยู่ใจกลางอาณาจักรโรมัน คำว่า “ทั่วโลก” ในที่นี้หมายถึงทั่วทั้งจักรวรรดิโรมัน เปาโลใช้คำว่า “รับใช้ด้วยชีวิตจิตใจ” (ข้อ 9) แสดงถึงการปรนนิบัติด้วยสุดจิตวิญญาณของเขา และเขา “เอ่ยถึงท่านทั้งหลายเสมอไม่ว่างเว้น” แสดงถึงความรักและภาระอันแรงกล้าที่มีต่อพี่น้องที่เขาไม่เคยเห็นหน้า

2. ข้อ 11-13 : ความปรารถนาที่จะไปเยี่ยมเพื่อหนุนใจกัน

เปาโลต้องการไปให้ “ของประทานฝ่ายจิตวิญญาณ” มิใช่ของประทานเหนือธรรมชาติแบบพิเศษ แต่หมายถึงคำสอน การหนุนใจ และการเสริมสร้างในความเชื่อ เขาย้ำว่าการรับใช้ของอัครทูตไม่ใช่ทางเดียว แต่เป็น “หนุนใจซึ่งกันและกัน” (ข้อ 12) – แม้เปาโลจะเป็นผู้รับใช้ใหญ่ ท่านก็ยังถ่อมใจว่าพี่น้องก็หนุนใจท่านได้เช่นกัน คำว่า “เก็บเกี่ยวผล” (ข้อ 13) หมายถึงการเห็นคนบาปกลับใจใหม่และเติบโตในความเชื่อ อุปสรรคที่ขัดข้องอาจหมายถึงการถูกขัดขวางโดยซาตานหรือพันธกิจที่อื่น

3. ข้อ 14-15 : “เป็นหนี้” ข่าวประเสริฐ

เปาโลประกาศว่า “ข้าพเจ้าเป็นหนี้” ทุกคน – ทั้ง “กรีก” (ผู้มีวัฒนธรรม) และ “ชาวป่า” (คนต่างชาติที่ถูกมองว่าด้อยวัฒนธรรม) ทั้งนักปราชญ์และคนเขลา นี่คือจิตสำนึกของผู้ได้รับความรอดแล้ว: ไม่ใช่ได้รับข่าวประเสริฐมาเพื่อตัวคนเดียว แต่เป็นหนี้ที่จะประกาศให้ทุกคน

4. ข้อ 16 : ไม่ละอายเพราะฤทธิ์เดชของพระเจ้า

หัวใจของพระธรรมโรม: “ข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ” ในสังคมโรมัน การนับถือพระเยซูที่ถูกตรึงกางเขนเป็นสิ่งน่าอับอาย แต่เปาโลประกาศว่าข่าวประเสริฐคือ “ฤทธิ์เดชของพระเจ้าเพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด” เรียงลำดับ “พวกยิวก่อน และพวกกรีกด้วย” แสดงว่าพระเจ้าทรงรักษาสัญญากับอิสราเอลก่อน แล้วจึงขยายไปถึงคนต่างชาติ

5. ข้อ 17 : ความชอบธรรมโดยความเชื่อ – ใจความสำคัญที่สุด

“ความชอบธรรมของพระเจ้า” ในที่นี้ไม่ใช่คุณลักษณะของพระเจ้า แต่เป็นสถานะที่พระเจ้าประทานให้แก่ผู้เชื่อโดยพระคุณ คือการที่พระเจ้าทรง “ทำให้คนบาปเป็นผู้ชอบธรรม” ผ่านความเชื่อในพระคริสต์ “โดยเริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ” (ek pisteōs eis pistin) – จากความเชื่อสู่ความเชื่อ หมายถึงทั้งเริ่มต้นด้วยความเชื่อ และดำเนินชีวิตต่อไปด้วยความเชื่อ หรือหมายถึงความเชื่อของพระเจ้าที่สำแดงผ่านความเชื่อของมนุษย์ หรือจากความเชื่อของผู้เผยพระวจนะในอดีตสู่ความเชื่อของผู้เชื่อปัจจุบัน เปาโลสรุปด้วยคำคมจาก ฮาบากุก 2:4 (ตามฉบับเซปตัวจินต์) ว่า “คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” – ความเชื่อไม่ใช่แค่หลักเริ่มต้น แต่เป็นวิถีชีวิตทั้งม

🙏คำเทศนาของ ท่านศาสนาจารย์ พิเศษ (มุมมองเทศนาและข้อปฏิบัติ)

เรียนท่านพี่น้องที่รัก

วันนี้เราเห็นหัวใจของอัครทูตเปาโล ท่านรักคนที่ไม่เคยเห็นหน้า ท่านอธิษฐานเผื่อเขาไม่ว่างเว้น ท่านมีความปรารถนาที่จะไปเยี่ยมเพื่อหนุนใจเขา นี่คือแบบอย่างของผู้รับใช้ที่แท้จริง – ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง แต่เพื่อเสริมกำลังพี่น้อง

และท่านประกาศว่า “ข้าพเจ้าเป็นหนี้” ท่านศาสนาจารย์ขอถามว่า: เราเคยรู้สึกเป็นหนี้ข่าวประเสริฐบ้างไหม? เรารู้สึกอับอายไหมเมื่อพูดถึงพระเยซูในที่ทำงาน ในโรงเรียน กับเพื่อนบ้าน? เปาโลบอกว่า “ข้าพเจ้าไม่มีความละอาย” – เพราะข่าวประเสริฐคือฤทธิ์เดชของพระเจ้า! ฤทธิ์เดชช่วยคนบาปให้รอดได้ ไม่ใช่แค่ทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่ช่วยให้รอดจากนรกและบาป

พี่น้องครับ หลายคนคิดว่าความเชื่อเป็นแค่ปฐมบท แล้วต่อไปต้องอาศัยการประพฤติหรือกฎบัญญัติ แต่พระคัมภีร์ยืนยันว่า “คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” – เริ่มด้วยความเชื่อ ดำเนินด้วยความเชื่อ สิ้นสุดด้วยความเชื่อ ไม่ใช่โดยการกระทำดีเพื่อให้รอด แต่โดยความเชื่อเราจึงรอด แล้วความเชื่อนั้นจะผลิตการกระทำดีออกมา

วันนี้ท่านกำลังวางใจในอะไร? วางใจในความดีของตนเอง? วางใจในพิธีกรรม? วางใจในบัพติศมา? จงหันมาวางใจในพระเยซูคริสต์ผู้เดียว! เพราะความชอบธรรมที่พระเจ้าทรงยอมรับนั้นมาโดยความเชื่อเท่านั้น

ขอให้เราเป็นคริสตจักรที่ชื่อเสียงเรื่องความเชื่อเลื่องลือ เหมือนคริสตจักรในโรม และขอให้เรามีใจของเปาโลที่ว่า “ข้าพเจ้าเต็มใจพร้อมที่จะประกาศข่าวประเสริฐ” อย่าละอาย อย่ากลัว เพราะฤทธิ์เดชของพระเจ้าอยู่กับเรา

อาเมน

พระเยซูเข้ามาในโลกเพื่อคุณ

Details
Written by: Chatrapong meesa
Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
Published: 26 April 2026
Hits: 2
  • พระเยซูเข้ามาในโลกเพื่อคุณ:

 

7c50e94139c4e58d0a5bd6ac4a241baa

พระธรรมยอห์น 3:14-18

 14 โมเสสได้ยกงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใด บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น
15 เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระองค์จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ที่บังเกิดมา เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
17 เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงใช้พระบุตรของพระองค์เข้ามาในโลกเพื่อจะพิพากษาโลก แต่เพื่อช่วยโลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น
18 ผู้ที่เชื่อในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ แต่ผู้ที่มิได้เชื่อก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว เพราะเขามิได้เชื่อในพระนามพระบุตรองค์เดียวที่บังเกิดจากพระเจ้า

ข้อ 14-15: “และโมเสสได้ยกงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใด บุตรมนุษย์ก็จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น เพื่อทุกคนที่วางใจในพระองค์จะได้มีชีวิตนิรันดร์”

ข้อ 16: “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”

ข้อ 17: “เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงใช้พระบุตรมาในโลกเพื่อพิพากษาโลก แต่เพื่อโลกจะรอดโดยพระบุตรนั้น”

ข้อ 18: “ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็ไม่ถูกพิพากษา แต่ผู้ที่ไม่เชื่อก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว เพราะว่าไม่เชื่อในพระนามพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า”

 

---

 

อรรถาธิบายทีละส่วน

 

1. การเปรียบเทียบ “งูทองแดง” (ข้อ 14-15)

 

พระเยซูทรงอ้างถึงเหตุการณ์ใน กันดารวิถี 21:4-9 ที่ชาวอิสราเอลถูกงูพิษกัดเพราะบ่นต่อว่าพระเจ้า โมเสสจึงทำงูทองแดงปักไว้บนเสา ใครมองดูงูทองแดงนั้นก็จะหายจากพิษ

 

· ความหมายฝ่ายวิญญาณ: งูเป็นสัญลักษณ์ของ คำสาปแช่ง/บาป (เพราะงูในปฐมกาล) แต่งูทองแดงที่ถูกยกขึ้นหมายถึงพระเยซูผู้ “ทรงถูกทำให้เป็นบาปเพื่อเรา” (2 โครินธ์ 5:21) โดยพระองค์มิได้ทรงทำบาป

· “ถูกยกขึ้น” หมายถึงทั้ง การถูกตรึงบนไม้กางเขน (การสิ้นพระชนม์ทางกาย) และ การได้รับการยกชูขึ้นสู่สง่าราศี (การคืนพระชนม์และเสด็จขึ้นสวรรค์)

· หลักแห่งความรอด: “ทุกคนที่วางใจ” ไม่ใช่แค่มองดูเฉยๆ แต่คือการ วางใจอย่างหมดหัวใจ ในพระเยซู เหมือนคนที่ถูกงูกัดต้องจ้องมองงูทองแดงด้วยความเชื่อว่าจะหาย

 

2. หัวใจของข่าวประเสริฐ: ยอห์น 3:16 (ข้อ 16)

 

ข้อนี้เป็นพระคัมภีร์ที่โด่งดังที่สุด สรุปสาระสำคัญของความรอด:

 

· “พระเจ้าทรงรักโลก” – “โลก” (กรีก: kosmos) หมายถึงมวลมนุษย์ที่ตกอยู่ในบาป ไม่ใช่ธรรมชาติหรือสิ่งสร้างอื่น พระเจ้าไม่ได้รักเพราะเราดี แต่รักขณะที่เรายังเป็นคนบาป (โรม 5:8)

· “ประทานพระบุตรองค์เดียว” – การประทานหมายถึงการยอมให้พระบุตรสิ้นพระชนม์แทนเรา “องค์เดียว” (monogenēs) แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์และความรักอันล้ำลึกของพระบิดา

· “จะไม่พินาศ” – พินาศไม่ใช่การสูญสิ้น แต่คือการ ถูกแยกจากพระเจ้าชั่วนิรันดร์ (นรก)

· “มีชีวิตนิรันดร์” – ไม่ใช่แค่อยู่ตลอดไป แต่คือ คุณภาพชีวิตที่สัมพันธ์กับพระเจ้า เริ่มตั้งแต่เดี๋ยวนี้ และดำเนินไปเป็นนิตย์

 

3. จุดประสงค์ที่แท้จริงของพระเยซู (ข้อ 17)

 

พระเยซูเสด็จมา ไม่ใช่เพื่อตัดสินลงโทษ (แม้พระองค์ทรงมีสิทธิ์เพราะเป็นพระเจ้า) แต่ เพื่อช่วยให้รอด

 

· โลกอยู่ในสภาพถูกพิพากษาอยู่แล้วเพราะบาปของอาดัม (โรม 5:12) พระเยซูจึงมาเพื่อ พลิกคำพิพากษา ให้กับผู้ที่เชื่อ

· หากพระองค์มาเพื่อพิพากษาโดยตรง ทุกคนก็จะถูกตัดสิน แต่พระองค์มาเพื่อรับโทษแทนเรา

 

4. สถานะของผู้เชื่อและผู้ไม่เชื่อ (ข้อ 18)

 

· “ผู้ที่วางใจ…ก็ไม่ถูกพิพากษา” – ไม่ใช่เพราะความดีของตน แต่เพราะพระเยซูรับโทษแทนแล้ว ดังนั้นจึง พ้นโทษ โดยสิ้นเชิง

· “ผู้ที่ไม่เชื่อก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว” – คำพิพากษามิใช่สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าเท่านั้น แต่ ขณะที่ยังไม่เชื่อ เขาก็อยู่ในสภาพถูกตัดสินแล้ว เพราะเขาปฏิเสธทางเดียวที่จะรอด

· เหตุผล: “ไม่เชื่อในพระนามพระบุตรองค์เดียว” – พระนามหมายถึง สิทธิอำนาจและความเป็นพระเจ้า การไม่เชื่อคือการเหยียดหยามความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

 

---

 

สรุปสาระสำคัญสำหรับชีวิตคริสเตียน

 

1. การรักษาแบบเดิมคือพิธีกรรม (มองงูทองแดง) แต่ การรักษาแบบใหม่คือความเชื่อในพระเยซูที่ถูกยกขึ้นบนไม้กางเขน

2. ความรอดเป็นของขวัญ ไม่ใช่ผลงาน ไม่มีใครดีพอที่จะรอดได้เอง

3. มนุษย์มีสองทางเลือกเท่านั้น: เชื่อ→ชีวิตนิรันดร์ หรือ ไม่เชื่อ→พินาศ

4. พระเจ้าไม่ต้องการให้ใครพินาศ พระองค์ทรงทำทุกอย่างแล้ว เพียงแค่ให้เรารับด้วยความเชื่อ

 

หวังว่าอรรถาธิบายนี้จะเป็นประโยชน์ครับ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมถามได้เลยครับ 🙏

Page 1 of 2

  • 1
  • 2

Main Menu

  • ข่าวประเสริฐและพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์
  • About Us
Copyright © 2026 raphaelbooks. com. All Rights Reserved.
Joomla! is Free Software released under the GNU General Public License.