ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์
- Details
- Written by: chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 1
- คลิปพิเศษ:
- text1: มีคาห์6:8 มนุษย์เอ๋ยพระองค์ทรงสำแดงแก่เจ้าแล้วว่าอะไรดีและพระองค์มีพระประสงค์อะไรจากเจ้านอกจากให้กระทำความยุติธรรมและรักสัจกรุณาและดำเนินชีวิตด้วยความถ่อมใจไปกับพระเจ้าของเจ้า
- first fields:
พระธรรมลูกา 19:1-10

1ฝ่ายพระเยซูจึงเสด็จเข้าเมืองเยรีโคและกำลังจะทรงผ่านไป 2ดูเถิด มีชายคนหนึ่งชื่อศักเคียส ผู้ซึ่งเป็นนายด่านภาษีและเป็นคนมั่งมี 3ศักเคียสพยายามจะดูให้เห็นพระเยซูว่าพระองค์เป็นผู้ใด แต่ดูไม่เห็นเพราะคนแน่น ด้วยเขาเป็นคนเตี้ย 4เขาจึงวิ่งไปข้างหน้าขึ้นต้นมะเดื่อเพื่อจะได้เห็นพระองค์ เพราะว่าพระองค์จะเสด็จไปทางนั้น 5เมื่อพระเยซูเสด็จมาถึงที่นั่น พระองค์ทรงแหงนพระพักตร์ดูศักเคียสแล้วตรัสแก่เขาว่า “ศักเคียสเอ๋ย จงรีบลงมา เพราะว่าเราจะต้องพักอยู่ในบ้านของท่านวันนี้” 6แล้วเขาก็รีบลงมาต้อนรับพระองค์ด้วยความปรีดี 7เมื่อคนทั้งปวงเห็นแล้วเขาก็พากันบ่นว่า “พระองค์เข้าไปพักอยู่กับคนบาป” 8ฝ่ายศักเคียสยืนทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “ดูเถิด พระองค์เจ้าข้า ทรัพย์สิ่งของของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ยอมให้คนอนาถาครึ่งหนึ่ง และถ้าข้าพระองค์ได้ฉ้อโกงของของผู้ใด ข้าพระองค์ยอมคืนให้เขาสี่เท่า” 9พระเยซูตรัสกับเขาว่า “วันนี้ความรอดมาถึงครอบครัวนี้แล้ว เพราะคนนี้เป็นลูกของอับราฮัมด้วย 10เพราะว่าบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อจะแสวงหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด”
อรรถาธิบาย:
ข้อนี้เป็น หัวใจของพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ ที่ทรงสรุปด้วยพระองค์เอง โดยมีบริบทมาจากเรื่องของศักเคียส (ลูกา 19:1-9) ซึ่งเป็นคนเก็บภาษีที่ถูกสังคมเหยียดและมองว่าเป็น “คนบาปที่หลงหาย”
ประเด็นสำคัญ:
1. “บุตรมนุษย์” – เป็นตำแหน่งที่พระเยซูทรงใช้บ่อย แสดงทั้งความเป็นมนุษย์สมบูรณ์ และอำนาจจากสวรรค์ (ดานิเอล 7:13-14)
2. “มาเพื่อค้นหา” – แสดงว่าพระเจ้าไม่รอเฉย ๆ แต่ทรงลงมาหามนุษย์ที่หลงหายเอง ความรอดเริ่มต้นจากน้ำพระทัยของพระเจ้า ไม่ใช่จากการแสวงหาของมนุษย์
3. “ช่วย…ให้รอด” – ความรอดที่นี่หมายถึงการได้รับอภัยบาป การคืนดีกับพระเจ้า และการกลับมามีชีวิตในประชากรของพระเจ้า ดังที่ศักเคียสได้รับสถานะ “บุตรของอับราฮัม” กลับคืนมา (ข้อ 9)
4. “ผู้ที่หลงหาย” – ไม่ใช่เฉพาะคนบาปชัดแจ้ง แต่รวมถึงทุกคนที่ห่างไกลจากพระเจ้า โดยเฉพาะกลุ่มที่ศาสนายุคสมัยมองว่าหมดหวัง เช่น คนเก็บภาษีและคนนอกกฎหมาย
นัยสำคัญทางเทววิทยา:
· พระเยซูไม่ได้มาเพื่อตัดสินหรือทำลาย (ยอห์น 3:17) แต่มาเพื่อ ช่วยกู้
· การช่วยให้รอดเป็น ภารกิจหลัก ของการเสด็จมาของพระองค์ – ไม่ใช่แค่สอนศีลธรรม หรือทำการอัศจรรย์
· แรงจูงใจของพระเจ้า = ความรักที่แสวงหาผู้หลงหายอย่างจริงจัง (เทียบกับอุปมาแกะหลง – ลูกา 15)
ประยุกต์ใช้:
· คริสเตียนถูกเรียกให้มีใจแบบพระเยซู คือ ออกไปค้นหาคนที่หลงหาย ไม่รอให้พวกเขาเข้ามาเอง
· ไม่มีใคร “หลงหายเกินช่วย” เพราะภารกิจของพระคริสต์มุ่งไปที่คนเช่นนั้นโดยเฉพาะ
- Details
- Written by: chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 7
- ความเชื่อในข่าวประเสริฐ:
พระธรรมโรม1:8-17
📖 พระคัมภีร์ โรม 1:8-17 (Thai KJV)
8 ประการแรก ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณพระเจ้าของข้าพเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์เหตุด้วยท่านทั้งหลาย เพราะว่าความเชื่อของพวกท่านเลื่องลือไปทั่วโลก
9 เพราะพระเจ้าผู้ซึ่งข้าพเจ้ารับใช้ด้วยชีวิตจิตใจของข้าพเจ้าในข่าวประเสริฐแห่งพระบุตรของพระองค์นั้น ทรงเป็นพยานของข้าพเจ้าว่า เมื่อข้าพเจ้าอธิษฐานนั้น ข้าพเจ้าเอ่ยถึงท่านทั้งหลายเสมอไม่ว่างเว้น
10 ข้าพเจ้าทูลขอว่า ถ้าเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าแล้วให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปเยี่ยมท่านทั้งหลาย โดยอย่างหนึ่งอย่างใดในที่สุดนี้
11 เพราะข้าพเจ้าปรารถนาที่จะได้พบท่านทั้งหลาย เพื่อจะได้นำของประทานฝ่ายจิตวิญญาณมาให้แก่ท่านบ้าง เพื่อเสริมกำลังท่านทั้งหลาย
12 คือเพื่อข้าพเจ้าและท่านทั้งหลายจะได้หนุนใจซึ่งกันและกัน โดยความเชื่อของเราทั้งสองฝ่าย
13 พี่น้องทั้งหลาย บัดนี้ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทั้งหลายทราบว่า ข้าพเจ้าได้ตั้งใจไว้หลายครั้งแล้วว่าจะมาหาท่าน เพื่อข้าพเจ้าจะได้เก็บเกี่ยวผลในหมู่พวกท่านด้วย เช่นเดียวกับในหมู่ชนชาติอื่นๆ (แต่จนบัดนี้ก็ยังมีเหตุขัดข้องอยู่)
14 ข้าพเจ้าเป็นหนี้ทั้งพวกกรีกและพวกชาวป่าด้วย เป็นหนี้ทั้งพวกนักปราชญ์และคนเขลาด้วย
15 ฉะนั้นข้าพเจ้าก็เต็มใจพร้อมที่จะประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านทั้งหลายที่อยู่ในกรุงโรมด้วย
16 ด้วยว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐของพระคริสต์ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด พวกยิวก่อน และพวกกรีกด้วย
17 เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้นความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้แสดงออก โดยเริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ ตามที่มีเขียนไว้แล้วว่า ‘คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ’
---
ขอพระเจ้าอวยพรในการอ่านและการใคร่ครวญพระวจนะของพระองค์ครับ
ขอรับใช้ด้วยความยินดีครับ ขอแบ่งเป็นสองส่วนดังนี้:
📖 อรรถกถา โรม 1:8-17 (อธิบายตามตัวบทและบริบท)
1. ข้อ 8-10 : การขอบพระคุณและการอธิษฐานไม่ว่างเว้น
เปาโลเริ่มด้วยการขอบพระคุณพระเจ้าเพราะ “ความเชื่อของท่านทั้งหลายเลื่องลือไปทั่วโลก” คริสตจักรในกรุงโรม (ซึ่งเปาโลยังไม่เคยไปเยือน) มีชื่อเสียงด้านความเชื่อแม้อยู่ใจกลางอาณาจักรโรมัน คำว่า “ทั่วโลก” ในที่นี้หมายถึงทั่วทั้งจักรวรรดิโรมัน เปาโลใช้คำว่า “รับใช้ด้วยชีวิตจิตใจ” (ข้อ 9) แสดงถึงการปรนนิบัติด้วยสุดจิตวิญญาณของเขา และเขา “เอ่ยถึงท่านทั้งหลายเสมอไม่ว่างเว้น” แสดงถึงความรักและภาระอันแรงกล้าที่มีต่อพี่น้องที่เขาไม่เคยเห็นหน้า
2. ข้อ 11-13 : ความปรารถนาที่จะไปเยี่ยมเพื่อหนุนใจกัน
เปาโลต้องการไปให้ “ของประทานฝ่ายจิตวิญญาณ” มิใช่ของประทานเหนือธรรมชาติแบบพิเศษ แต่หมายถึงคำสอน การหนุนใจ และการเสริมสร้างในความเชื่อ เขาย้ำว่าการรับใช้ของอัครทูตไม่ใช่ทางเดียว แต่เป็น “หนุนใจซึ่งกันและกัน” (ข้อ 12) – แม้เปาโลจะเป็นผู้รับใช้ใหญ่ ท่านก็ยังถ่อมใจว่าพี่น้องก็หนุนใจท่านได้เช่นกัน คำว่า “เก็บเกี่ยวผล” (ข้อ 13) หมายถึงการเห็นคนบาปกลับใจใหม่และเติบโตในความเชื่อ อุปสรรคที่ขัดข้องอาจหมายถึงการถูกขัดขวางโดยซาตานหรือพันธกิจที่อื่น
3. ข้อ 14-15 : “เป็นหนี้” ข่าวประเสริฐ
เปาโลประกาศว่า “ข้าพเจ้าเป็นหนี้” ทุกคน – ทั้ง “กรีก” (ผู้มีวัฒนธรรม) และ “ชาวป่า” (คนต่างชาติที่ถูกมองว่าด้อยวัฒนธรรม) ทั้งนักปราชญ์และคนเขลา นี่คือจิตสำนึกของผู้ได้รับความรอดแล้ว: ไม่ใช่ได้รับข่าวประเสริฐมาเพื่อตัวคนเดียว แต่เป็นหนี้ที่จะประกาศให้ทุกคน
4. ข้อ 16 : ไม่ละอายเพราะฤทธิ์เดชของพระเจ้า
หัวใจของพระธรรมโรม: “ข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ” ในสังคมโรมัน การนับถือพระเยซูที่ถูกตรึงกางเขนเป็นสิ่งน่าอับอาย แต่เปาโลประกาศว่าข่าวประเสริฐคือ “ฤทธิ์เดชของพระเจ้าเพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด” เรียงลำดับ “พวกยิวก่อน และพวกกรีกด้วย” แสดงว่าพระเจ้าทรงรักษาสัญญากับอิสราเอลก่อน แล้วจึงขยายไปถึงคนต่างชาติ
5. ข้อ 17 : ความชอบธรรมโดยความเชื่อ – ใจความสำคัญที่สุด
“ความชอบธรรมของพระเจ้า” ในที่นี้ไม่ใช่คุณลักษณะของพระเจ้า แต่เป็นสถานะที่พระเจ้าประทานให้แก่ผู้เชื่อโดยพระคุณ คือการที่พระเจ้าทรง “ทำให้คนบาปเป็นผู้ชอบธรรม” ผ่านความเชื่อในพระคริสต์ “โดยเริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ” (ek pisteōs eis pistin) – จากความเชื่อสู่ความเชื่อ หมายถึงทั้งเริ่มต้นด้วยความเชื่อ และดำเนินชีวิตต่อไปด้วยความเชื่อ หรือหมายถึงความเชื่อของพระเจ้าที่สำแดงผ่านความเชื่อของมนุษย์ หรือจากความเชื่อของผู้เผยพระวจนะในอดีตสู่ความเชื่อของผู้เชื่อปัจจุบัน เปาโลสรุปด้วยคำคมจาก ฮาบากุก 2:4 (ตามฉบับเซปตัวจินต์) ว่า “คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” – ความเชื่อไม่ใช่แค่หลักเริ่มต้น แต่เป็นวิถีชีวิตทั้งมวล
---
🙏 ท่านศาสนาจารย์ (มุมมองเทศนาและข้อปฏิบัติ)
เรียนท่านพี่น้องที่รัก
วันนี้เราเห็นหัวใจของอัครทูตเปาโล ท่านรักคนที่ไม่เคยเห็นหน้า ท่านอธิษฐานเผื่อเขาไม่ว่างเว้น ท่านมีความปรารถนาที่จะไปเยี่ยมเพื่อหนุนใจเขา นี่คือแบบอย่างของผู้รับใช้ที่แท้จริง – ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง แต่เพื่อเสริมกำลังพี่น้อง
และท่านประกาศว่า “ข้าพเจ้าเป็นหนี้” ท่านศาสนาจารย์ขอถามว่า: เราเคยรู้สึกเป็นหนี้ข่าวประเสริฐบ้างไหม? เรารู้สึกอับอายไหมเมื่อพูดถึงพระเยซูในที่ทำงาน ในโรงเรียน กับเพื่อนบ้าน? เปาโลบอกว่า “ข้าพเจ้าไม่มีความละอาย” – เพราะข่าวประเสริฐคือฤทธิ์เดชของพระเจ้า! ฤทธิ์เดชช่วยคนบาปให้รอดได้ ไม่ใช่แค่ทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่ช่วยให้รอดจากนรกและบาป
พี่น้องครับ หลายคนคิดว่าความเชื่อเป็นแค่ปฐมบท แล้วต่อไปต้องอาศัยการประพฤติหรือกฎบัญญัติ แต่พระคัมภีร์ยืนยันว่า “คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” – เริ่มด้วยความเชื่อ ดำเนินด้วยความเชื่อ สิ้นสุดด้วยความเชื่อ ไม่ใช่โดยการกระทำดีเพื่อให้รอด แต่โดยความเชื่อเราจึงรอด แล้วความเชื่อนั้นจะผลิตการกระทำดีออกมา
วันนี้ท่านกำลังวางใจในอะไร? วางใจในความดีของตนเอง? วางใจในพิธีกรรม? วางใจในบัพติศมา? จงหันมาวางใจในพระเยซูคริสต์ผู้เดียว! เพราะความชอบธรรมที่พระเจ้าทรงยอมรับนั้นมาโดยความเชื่อเท่านั้น
ขอให้เราเป็นคริสตจักรที่ชื่อเสียงเรื่องความเชื่อเลื่องลือ เหมือนคริสตจักรในโรม และขอให้เรามีใจของเปาโลที่ว่า “ข้าพเจ้าเต็มใจพร้อมที่จะประกาศข่าวประเสริฐ” อย่าละอาย อย่ากลัว เพราะฤทธิ์เดชของพระเจ้าอยู่กับเรา
อาเมน
---
หากท่านต้องการให้ขยายความเฉพาะข้อใด หรือเพิ่มคำเทศนาในลักษณะอื่น (เช่น เชิงปฏิบัต, เชิงหลักคำสอน) โปรดบอกได้ครับ
- Details
- Written by: chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 15
- พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์:
พระธรรมยอห์น20:24-31

24 แต่โธมัส หนึ่งในสาวกทั้งสิบสอง คนที่เรียกว่าดิดูมัส ไม่ได้อยู่กับเขาเหล่านั้นเมื่อพระเยซูเสด็จมา
25 สาวกคนอื่นๆ จึงบอกเขาว่า “เราได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว” แต่ท่านบอกพวกเขาว่า “ถ้าเราไม่เห็นที่จับตะปูที่พระหัตถ์ของพระองค์ และไม่ใช้นิ้วของเราสอดเข้าไปที่รอยตะปู และไม่ใช้มือของเราสอดเข้าไปที่สีข้างของพระองค์ เราจะไม่เชื่อ”
26 ภายหลังแปดวัน พวกสาวกของพระองค์ก็อยู่ภายในอีก และโธมัสอยู่กับพวกเขา ประตูก็ปิด แล้วพระเยซูเสด็จมาทรงยืนอยู่ท่ามกลางพวกเขาและตรัสว่า “สันติสุขจงมีแก่ท่านทั้งหลาย”
27 แล้วพระองค์ตรัสกับโธมัสว่า “จงเอานิ้วของท่านมาดูที่มือของเรา และจงเอามือของท่านสอดเข้าไปที่สีข้างของเรา อย่าเป็นคนที่ไม่มีความเชื่อ แต่จงเป็นคนที่เชื่อเถิด”
28 โธมัสทูลตอบพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ และพระเจ้าของข้าพระองค์”
29 พระเยซูตรัสกับท่านว่า “โธมัสเอ๋ย เพราะเจ้าเห็นเรา เจ้าจึงเชื่อ คนทั้งหลายที่ไม่ได้เห็นแต่ก็เชื่อก็เป็นสุข”
30 พระเยซูทรงทำหมายสำคัญอื่นๆ อีกมากมายต่อหน้าพวกสาวกของพระองค์ ซึ่งมิได้บันทึกไว้ในหนังสือนี้
31 แต่ข้อความเหล่านี้ได้บันทึกไว้เพื่อให้ท่านทั้งหลายเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า และเพื่อว่าเมื่อเชื่อแล้วท่านทั้งหลายจะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์
ครับ ขออรรถาธิบายเพิ่มเติมสำหรับ ยอห์น 20:24-31 เพื่อให้เห็นความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
1. โธมัสผู้สงสัย (ข้อ 24-25)
โธมัสไม่ได้อยู่กับสาวกกลุ่มแรกที่เห็นพระเยซูหลังคืนพระชนม์ ชื่อ “ดิทิมัส” (Didymus) แปลว่า “ฝาแฝด” เขาไม่ได้สงสัยเพราะดื้อรั้น แต่เพราะความรักและความจริงใจ – เขาต้องการหลักฐานที่จับต้องได้ ไม่ใช่ข่าวลือ คำพูดที่ว่า “ถ้าไม่เห็น...เราไม่เชื่อ” แสดงถึงมาตรฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งพระเยซูก็ทรงตอบสนองต่อความต้องการนั้นด้วยพระเมตตา
2. พระเยซูทรงยอมรับข้อจำกัดของมนุษย์ (ข้อ 26-27)
หลังจากแปดวัน พระเยซูเสด็จมาอีกครั้ง แม้ประตูจะปิดสนิท พระองค์ตรัสทักโธมัสโดยตรงโดยไม่ดุด่า ทรงเชื้อเชิญให้สัมผัสบาดแผล นี่แสดงว่าพระองค์ไม่ทรงตำหนิความสงสัยที่จริงใจ แต่ทรงใช้มันเป็นโอกาสเสริมสร้างความเชื่อให้เข้มแข็งขึ้น
3. คำประกาศสูงสุดของโธมัส (ข้อ 28)
“องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ และพระเจ้าของข้าพระองค์” (My Lord and my God) เป็นคำกล่าวที่ชัดเจนที่สุดในพระกิตติคุณที่ยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นทั้งเจ้านาย (Lord) และพระเจ้า (God) ในฉบับ KJV คำว่า “Lord” (Kyrios) และ “God” (Theos) ใช้กับพระเยซูโดยตรง ไม่มีข้อสงสัยว่าโธมัสเปลี่ยนจากผู้ไม่เชื่อมาเป็นผู้นมัสการพระเจ้าองค์จริง
4. บทเรียนเรื่อง “ความเชื่อโดยไม่เห็น” (ข้อ 29)
พระเยซูตรัสว่า “คนทั้งหลายที่ไม่ได้เห็นแต่ก็เชื่อก็เป็นสุข” นี่คือหัวใจของคริสเตียนทุกยุคทุกสมัย เราไม่ได้เห็นพระองค์ทางกาย แต่เราเชื่อโดยผ่านคำพยานของพระคัมภีร์และฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ความสุข (blessedness) นี้เหนือกว่าประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส
5. จุดประสงค์ของพระกิตติคุณยอห์น (ข้อ 30-31)
ยอห์นยอมรับว่ามีหมายสำคัญอื่นอีกมากที่พระเยซูทรงทำ แต่สิ่งที่เลือกมาเขียนนั้นมีเป้าหมายเดียว: เพื่อให้ผู้อ่านเชื่อว่าพระเยซูคือพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อเชื่อแล้วจะมีชีวิตในพระนามของพระองค์ ดังนั้นข้อพระคัมภีร์ตอนนี้จึงเป็นเหมือน “คำประกาศพันธกิจ” ของหนังสือยอห์นทั้งเล่ม
สรุปสาระสำคัญ
- พระเจ้าทรงเห็นอกเห็นใจผู้ที่สงสัยอย่างจริงใจ และทรงจัดเตรียมหลักฐานพอเพียง
· ความเชื่อที่เกิดจากการเห็นเป็นเรื่องดี แต่ความเชื่อโดยไม่เห็นนั้นได้รับพระพรยิ่งใหญ่กว่า
· จุดสูงสุดของความเชื่อคือการนมัสการพระเยซูในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระเจ้า
· พระคัมภีร์มีไว้เพื่อสร้างความเชื่อที่นำไปสู่ชีวิตนิรันดร์
หากต้องการเจาะลึกในประเด็นใดเพิ่มเติม เช่น ความหมายของ “ชีวิตในพระนามของพระองค์” หรือเทววิทยาว่าด้วยบาดแผลหลังการคืนพระชนม์ บอกได้เลยครับ
AboutUs
- Details
- Written by: chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 8
- คลิปพิเศษ:
พระธรรมยอห์นบทที่ 20:19-23
19ค่ำวันนั้นซึ่งเป็นวันอาทิตย์เมื่อสาวกปิดประตูห้องพี่พวกเขาอยู่แล้วเพราะกลัวพวกยิว พระเยซูได้เสด็จเข้ามาประทับยืนอยู่ท่ามกลางเขา ตรัสว่าสันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเเถิด 20 ครั้นพระองค์ตรัสอย่างนั้นแล้วพระองค์ให้เขาดูพระหัตถ์และสีข้างของพระองค์ เมื่อพวกสาวกเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วก็มีความยินดี21 พระเยซูตรัสกับเขาอีกว่าสันติสุขจะดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิดพระบิดาใช้เรามาฉันใด เราก็ใช้ท่านทั้งหลายไปฉันนั้น 22ครั้นพระองค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงทรงระบายลมหายใจออกเหนือเขาตรัสกับเขาว่าจงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์เถิด 23 ถ้าท่านจะยกความผิดแบบของผู้ใดความผิดแบบนั้นก็จะถูกยกเสียและ ถ้า ท่านจะให้ความผิดบาปติดกับผู้ใดความผิดบาปก็จะติดอยู่กับผู้นั้น
อรรถาธิบายโดยย่อ:
- ข้อ 19: วันแรกของสัปดาห์คือวันอาทิตย์ (วันคืนพระชนม์) ประตูปิดสนิทเพราะสาวกกลัวพวกยิว – แสดงว่าพระเยซูทรงเข้าออกได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยวัตถุ พระองค์ตรัสว่า “สันติสุข” เป็นคำทักทายธรรมดาของยิว แต่ที่นี่เป็นการประทานสันติสุขแท้ที่มาจากการกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
· ข้อ 20: พระองค์ทรงสำแดงบาดแผลที่มือและสีข้าง (จากยอห์น 19:34) เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นพระองค์เองที่ถูกตรึง ไม่ใช่วิญญาณหรือผี สาวกจึงเปลี่ยนจากกลัวเป็นชื่นชมยินดี
· ข้อ 21: พระองค์ตรัสถึงพันธกิจที่สาวกรับช่วงต่อ – “พระบิดาทรงใช้เรามาอย่างไร เราก็ใช้ท่านอย่างนั้น” หมายถึงการรับใช้ การเสียสละ และการนำข่าวสารความรอด
· ข้อ 22: “ทรงระบายลมหายใจใส่” คล้ายกับพระเจ้าทรงระบายลมปราณให้อาดัม (ปฐมกาล 2:7) นี่เป็นการให้ “พระวิญญาณบริสุทธิ์” แก่สาวกเป็นการล่วงหน้า ก่อนวันเพ็นเทคอสต์ (กิจการ 2) – เป็นการเตรียมพวกเขาให้มีชีวิตใหม่และฤทธิ์อำนาจในการประกาศ
· ข้อ 23: เป็นการให้สิทธิอำนาจในการประกาศข่าวประเสริฐ หมายถึงสาวกมีหน้าที่ประกาศว่าใครจะได้รับการอภัยบาปเมื่อเชื่อในพระคริสต์ และใครจะไม่ได้รับการอภัยเมื่อไม่เชื่อ ไม่ใช่ให้อภัยบาปเองตามอำเภอใจ แต่เป็นอำนาจในการประกาศพระประสงค์ของพระเจ้า (เทียบกับมัทธิว 16:19, 18:18)
ประเด็นสำคัญ: พระเยซูทรงสถาปนาพันธกิจของคริสตจักร – ให้สันติสุข ให้พระวิญญาณ ให้อำนาจในการประกาศข่าวการให้อภัยบาปแก่ทุกคนที่กลับใจและเชื่อ
- Details
- Written by: chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 9
- ธรรมบัญญัติและแผ่นดินของพระเจ้า:
ธรรมะบัญญัติและแผ่นดินของพระเจ้า
ลูกาบทที่ 16:14-15
1ฝ่ายพวกฟาริสีที่มีใจรักเงินเมื่อได้ยินคำเหล่านั้นแล้วจึงเยาะเย้ยพระองค์15แต่พระองค์ตรัสแก่เขาว่าเจ้าทั้งหลายทำดีดูเป็นคนชอบธรรมต่อหน้ามนุษย์แต่พระเจ้าทรงทราบจิตใจของเจ้าทั้งหลายด้วยว่าซึ่งเป็นที่นับถือมากท่ามกลางมนุษย์ก็ยังเป็นที่เกลียดชังจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า
แน่นอนครับ ขออรรถาธิบายพระธรรมลูกา 16:15 ซึ่งมีใจความว่า (แปลตามฉบับมาตรฐาน 2011):
“พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า ‘พวกท่านเป็นคนที่ยกตัวว่าชอบธรรมต่อหน้ามนุษย์ แต่พระเจ้าทรงรู้จักจิตใจของพวกท่าน เพราะว่าซึ่งนับว่าสูงส่งในสายตามนุษย์นั้น เป็นสิ่งน่าสะอิดสะเอียนในสายพระเนตรของพระเจ้า’”
เพื่อให้เข้าใจลึกขึ้น ขอแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นครับ:
1. บริบท: กำลังตรัสกับใคร?
ข้อนี้พระเยซูตรัสกับ พวกฟาริสี ซึ่ง “รักเงิน” (ข้อ 14) พวกเขามักทำทุกอย่างให้ดูเหมือนเคร่งครัดและชอบธรรมต่อหน้าคนทั่วไป แต่ภายในแล้วความรักเงินและการยกตนเป็นสิ่งที่ควบคุมจิตใจพวกเขา
2. “ยกตัวว่าชอบธรรมต่อหน้ามนุษย์” vs “พระเจ้าทรงรู้จักจิตใจ”
- การยกตัวว่าชอบธรรมต่อหน้ามนุษย์ คือ การสร้างภาพลักษณ์ภายนอกให้ดูดี น่าเคารพ เช่น บริจาคเงินต่อหน้าคน อธิษฐานเสียงดัง แต่ไม่ได้เกิดจากใจที่รักพระเจ้าจริง
· พระเจ้าทรงรู้จักจิตใจ สะท้อนหลักการใน 1 ซามูเอล 16:7 ที่ว่า “มนุษย์ดูที่ภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรที่จิตใจ” ความจริงใจและการกลับใจภายในสำคัญกว่าพิธีกรรมภายนอก
3. “สูงส่งในสายตามนุษย์” กลับ “น่าสะอิดสะเอียนในสายพระเนตรพระเจ้า”
สิ่งที่มนุษย์ยกย่อง เช่น ความมั่งคั่ง อำนาจ ชื่อเสียง การทำบุญแบบอวดอ้าง หรือแม้แต่ “ความดี” ที่ทำเพื่อให้คนยกย่อง ล้วนเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจต่อพระเจ้า เพราะมันปราศจากความรัก ความถ่อมใจ และการเชื่อฟังพระองค์อย่างแท้จริง
สรุปประยุกต์ใช้ในชีวิต
- เตือนใจเรื่องความหน้าซื่อใจคด เราอาจทำดีเพื่อให้คนเห็น แต่พระเจ้าเห็นแรงจูงใจในใจเสมอ
· เปลี่ยนมาตรฐานการประเมินค่า อย่าใช้มาตรฐานของโลกมาตัดสินความดีงามของตนเอง เพราะสิ่งที่โลกยกย่องอาจผิดจากน้ำพระทัยพระเจ้า
· มุ่งทำเพื่อพระเจ้า ให้การอธิษฐาน บริจาค และรับใช้เกิดจากความรักและเชื่อฟังพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อให้คนยกย่อง
หากคุณสนใจอยากเจาะลึกเรื่องบริบทของ “พวกฟาริสีผู้รักเงิน” หรือการนำไปอธิบายในชีวิตประจำวันเพิ่มเติม บอกได้เลยครับ