ข่าวประเสริฐและพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์
Children of Light ลูกแห่ง ความสว่าง
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 2
- :

พระธรรมสดุดี 36:9
ข้อพระคัมภีร์ สดุดี 36:9 (THSV11) ว่า “เพราะน้ำพุแห่งชีวิตอยู่กับพระองค์ เราเห็นความสว่างโดยความสว่างของพระองค์” เป็นข้อความที่เปี่ยมด้วยความหมายทางเทววิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง ชีวิต และ ความสว่าง ที่มาจากพระเจ้า ต่อไปนี้คือการอธิบายความ (Exegesis) แบบย่อ:
1. บริบทและโครงสร้าง (Context & Structure)
สดุดีบทที่ 36 ใช้รูปแบบการเปรียบเทียบที่ชัดเจน โดยเริ่มจากการพรรณนาถึงความชั่วร้ายของคนอธรรม (ข้อ 1-4) แล้วจึงหันมายกย่องคุณลักษณะอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า (ข้อ 5-9) ข้อ 9 ถือเป็นจุดสูงสุด (climax) ของบทสดุดี ซึ่งสรุปว่าพระเจ้าเป็นทั้ง แหล่งกำเนิดแห่งชีวิต และ แหล่งกำเนิดแห่งความสว่าง ที่ทำให้เรามองเห็นได้
2. การวิเคราะห์เชิงเทววิทยา
- “น้ำพุแห่งชีวิต” (Fountain of Life)
· แหล่งแห่งชีวิตทั้งหมด: พระเจ้าไม่ใช่เพียงผู้ให้ชีวิตในตอนเริ่มต้นเท่านั้น แต่ยังทรงเป็นบ่อเกิดที่ ไม่เคยเหือดแห้ง ซึ่งหล่อเลี้ยงและค้ำจุนชีวิตทุกขณะ เปรียบได้กับ “น้ำพุแห่งน้ำทรงชีวิต” ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม
· ชีวิตฝ่ายวิญญาณและนิรันดร์: หมายถึงทั้งชีวิตฝ่ายกาย (ธรรมชาติ) ชีวิตฝ่ายวิญญาณ (พระคุณ) และชีวิตนิรันดร์ ซึ่งเป็นชีวิตที่แท้จริงและสมบูรณ์
· “ในความสว่างของพระองค์ เราจึงเห็นความสว่าง” (In Your light we see light)
· พระเจ้าทรงเป็นแหล่งความสว่าง: พระองค์ทรงเป็นความสว่างที่บริสุทธิ์ ไร้มลทิน ซึ่งเป็นมาตรฐานของความจริงและความบริสุทธิ์
· การมองเห็นที่แท้จริง: การที่เราจะ “เห็น” หรือเข้าใจความจริงใดๆ ได้นั้น เราต้องมองผ่าน “ความสว่าง” ที่มาจากพระองค์เท่านั้น หากปราศจากความสว่างนี้ มนุษย์ก็จะตกอยู่ในความมืดมน
· ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น: ประโยคนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่พึ่งพากันอย่างสิ้นเชิง มนุษย์ไม่สามารถเข้าถึง “ความสว่าง” ได้ด้วยตนเอง แต่เป็นของประทานที่ได้รับจากพระเจ้า
3. การเชื่อมโยงกับพระคริสต์ (Christological Fulfillment)
ข้อพระคัมภีร์นี้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับพระเยซูคริสต์ในพันธสัญญาใหม่:
- พระเยซูทรงเป็นแหล่งชีวิตและความสว่าง: คำนำพระกิตติคุณยอห์นกล่าวว่า “ในพระองค์ทรงมีชีวิต และชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์” (ยอห์น 1:4) ซึ่งสะท้อนแนวคิดคู่ขนานในสดุดี 36:9 นี้
· พระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก: พระองค์ตรัสกับผู้ติดตามพระองค์ว่า “เราเป็นความสว่างของโลก” (ยอห์น 8:12) - 1ยอห์น 2:9-11
สรุป
สดุดี 36:9 สอนว่า พระเจ้าเท่านั้นคือแหล่งกำเนิดของชีวิตและความสว่างที่แท้จริง การมีชีวิตอยู่และการเข้าใจความจริงล้วนขึ้นอยู่กับพระองค์เพียงผู้เดียว ข้อพระคัมภีร์นี้ไม่เพียงแต่เป็นบทสรรเสริญ แต่ยังเป็นคำเชื้อเชิญให้มนุษย์เข้ามาพึ่งพาพระองค์ เพื่อรับชีวิตและนำทางในความสว่างของพระองค์
พระเยซูคือมหาปุโรหิตผู้ยิ่งใหญ่
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 60
- :

พระธรรมฮีบรู 4 14-16
ฮีบรู 4:14-16 THSV11
[14] เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีมหาปุโรหิตยิ่งใหญ่ผู้เสด็จผ่านฟ้าสวรรค์แล้ว คือพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ขอให้เรายึดมั่นในหลักความเชื่อที่ประกาศรับไว้ [15] เพราะว่าเราไม่ได้มีมหาปุโรหิตที่ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา แต่ทรงเคยถูกทดลองใจเหมือนเราทุกอย่าง ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป [16] ฉะนั้นขอให้เราเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณด้วยความกล้า เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะพบพระคุณที่ช่วยเราในยามต้องการ
แน่นอนครับ นี่คือการอรรถาธิบาย (exegesis) พระธรรมฮีบรู 4:14-16 ในภาษาไทย โดยเน้นบริบท ไวยากรณ์ และความหมายทางเทววิทยา
บทนำ: บริบทของพระธรรมฮีบรู
พระธรรมฮีบรูเขียนถึงคริสเตียนเชื้อสายยิวที่กำลังเผชิญกับการทดลองและท้อแท้ พวกเขาอาจกำลังคิดจะกลับไปสู่ระบบยูดาห์เดิมที่เน้นพระวิหาร ปุโรหิต และการถวายเครื่องสัตวบูชา ดังนั้นผู้เขียนจึงยกย่องความยิ่งใหญ่ของพระเยซูคริสต์ว่า ทรงเหนือกว่า ทุกสิ่ง
ใน ฮีบรู 3-4 ผู้เขียนเปรียบเทียบเรื่อง "การพักผ่อน" โดยเตือนไม่ให้มีใจแข็งกระด้างเหมือนบรรพบุรุษในถิ่นกันดาร หลังจากนั้นใน ฮีบรู 4:14-16 จึงเป็น บทสรุปและเปลี่ยนผ่าน ไปสู่หัวข้อสำคัญคือ พระเยซูมหาปุโรหิตผู้ยิ่งใหญ่
ตัวบท (ฮีบรู 4:14-16, TH1971)
ข้อ 14: เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีมหาปุโรหิตผู้ยิ่งใหญ่ผู้ได้ผ่านฟ้าสวรรค์ไปแล้ว คือพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า เราจึงควรยึดถือคำที่เราประกาศนั้นไว้ให้มั่น
ข้อ 15: เพราะเรามีมหาปุโรหิตผู้นั้นไม่ใช่อย่างผู้ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา แต่ท่านถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ เว้นไว้แต่การบาป
ข้อ 16: เหตุฉะนั้นให้เราเข้าใกล้บัลลังก์แห่งพระคุณด้วยใจกล้า เพื่อเราจะได้รับพระเมตตาและจะพบพระคุณที่จะช่วยเราในยามจำเป็น
การอรรถาธิบายแบบ exegesis
ข้อ 14: มหาปุโรหิตผู้ยิ่งใหญ่ที่ผ่านสวรรค์
· "มหาปุโรหิตผู้ยิ่งใหญ่" : ศัพท์เดิม (กรีก) คือ archierea megan คำว่า "ยิ่งใหญ่" ไม่ใช่แค่ตำแหน่งในระบบยูดาห์ แต่บ่งบอกถึงการทรงเป็นปุโรหิตตามแบบของเมลคีเซเดค (ฮบ. 5-7) ซึ่งอยู่เหนืออาโรนและเลวี
· "ได้ผ่านฟ้าสวรรค์ไปแล้ว" (διεληλυθότα τοὺς οὐρανούς - dielēlythota tous ouranous) : คำกริยานี้เป็นรูปสมบูรณ์ (perfect participle) แสดงถึงการกระทำที่สำเร็จแล้วและผลยังคงอยู่ พระเยซูไม่ได้แค่ขึ้นสู่สวรรค์ แต่ทรง "ทะลุผ่าน" ชั้นฟ้าต่างๆ (ตามจักรวาลวิทยาสมัยนั้น) เข้าสู่ที่ประทับของพระเจ้าสูงสุด นี่คือจุดที่ทูตสวรรค์และมนุษย์เอาไม่ออก
· "เราจึงควรยึดถือ...ไว้ให้มั่น" : บทสรุปเชิงปฏิบัติ เมื่อรู้ว่าพระเยซูอยู่ ณ ที่นั่น (ในฐานะตัวแทนของเรา) ผู้เชื่อจึงมีเหตุผลที่จะไม่หลุดจากความเชื่อ
ข้อ 15: มหาปุโรหิตที่เห็นใจได้จริง
นี่คือหัวใจสำคัญของ exegesis ในข้อนี้ เพราะเป็นการปฏิวัติแนวคิดปุโรหิตในพันธสัญญาเดิม
· "ไม่ใช่อย่างผู้ไม่สามารถจะเห็นใจ (συμπαθῆσαι - sympathēsai)" : กริยา sympatheō แปลตรงตัวว่า "ทุกข์ร่วมกับ" (suffer with) ไม่ใช่แค่รู้สึกสงสารแต่คือการมีประสบการณ์ร่วม
· "ในความอ่อนแอ (ἀσθενείαις - astheneiais)" : ไม่ใช่แค่ความบาป แต่รวมถึงความจำกัดทางร่างกาย จิตใจ ความเหนื่อยล้า ความกลัว ความหิวโหย (เหมือนที่พระเยซูทรงประสบในถิ่นกันดารและเกทเสมนี)
· "ถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ (κατὰ πάντα - kata panta)" : คำว่า "ทุกประการ" หมายถึงธรรมชาติและขอบเขตของการทดลอง ไม่ใช่ทุกรายละเอียด (พระเยซูไม่เคยแต่งงานหรือเลี้ยงลูก) แต่หมายถึงการทดลองในสภาวะของมนุษย์ที่แท้จริง ไม่ใช่ภาพลวงตา
· "เว้นไว้แต่การบาป (χωρὶς ἁμαρτίας - chōris hamartias)" : ข้อแตกต่างเดียวคือแม้ทรงถูกทดลองให้บาปทุกทาง (ยั่วยวน) แต่พระองค์ไม่ทรงยอมจำนน ไม่มีบาปในพระองค์ ดังนั้นพระองค์จึงมิได้ทรง "อ่อนแอ" ในการต่อต้านบาปเหมือนเราที่บางครั้งยอมแพ้ แต่ทรง "เห็นใจ" ความอ่อนแอของเราที่ทำให้เราล้ม
ข้อ 16: คำเชิญให้กล้าเข้าใกล้
· "บัลลังก์แห่งพระคุณ (θρόνου τῆς χάριτος - thronou tēs charitos)" : ตรงข้ามกับ "บัลลังก์พิพากษา" สำหรับผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ บัลลังก์ของพระเจ้า (ซึ่งน่าเกรงขามที่ซีนาย) กลายเป็นบัลลังก์ที่เปี่ยมด้วยพระคุณ
· "ด้วยใจกล้า (παρρησίας - parrēsias)" : คำนี้หมายถึง "พูดอย่างอิสระ" หรือ "ความมั่นใจอย่างไม่กระดากอาย" เพราะฐานของเราไม่ใช่ความดีของเราเอง แต่เป็นงานของมหาปุโรหิตผู้ยิ่งใหญ่
· "ในยามจำเป็น (εὔκαιρον βοήθειαν - eukairon boētheian)" : แปลตามตัวว่า "ความช่วยเหลือที่มาในเวลาที่เหมาะสมพอดี" พระคุณไม่มาเร็วไปหรือช้าไป แต่ตรงกับความต้องการลึกสุดของเรา
สรุปประเด็นสำคัญทางเทววิทยา
1. พระเยซูคือทั้งพระเจ้าและมนุษย์ที่สมบูรณ์ (ข้อ 14 - ผ่านสวรรค์; ข้อ 15 - ถูกทดลอง)
2. การถูกทดลองของพระเยซูเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่การแสดง (ข้อ 15 ปฏิเสธลัทธิโดเซทิสซึ่ม Docetism)
3. ความเห็นใจของพระเจ้าเกิดจากประสบการณ์จริง นี่เป็นกำลังใจที่เหนือกว่าความเห็นใจของมนุษย์
4. พระคุณไม่ใช่แค่แนวคิด แต่เป็นพลังช่วยเหลือในเวลาที่เปราะบางที่สุด (ข้อ 16)
5. การเข้าหาพระเจ้าไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความมั่นใจ เพราะประตูเปิดโดยพระคริสต์
การประยุกต์ใช้ (จากหลัก exegesis สู่ชีวิต)
เมื่อคุณรู้สึกอ่อนแอ เหนื่อย หรือล้มลงเพราะบาป:
· อย่าถอยห่างจากพระเจ้า (ตรงกันข้ามกับอาดัมที่ซ่อนตัว)
· จง "เข้าใกล้" เพราะมหาปุโรหิตของคุณทรงเข้าใจทุกความรู้สึกนั้น
· บัลลังก์ที่คุณกำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่ที่นั่งพิพากษา แต่คือ บัลลังก์ที่พระคุณหลั่งไหล
นี่คือข่าวดีที่ทำให้ฮีบรู 4:14-16 เป็นหนึ่งในข้อที่ปลอบประโลมใจที่สุดในพระคัมภีร์ใหม่ครับ
จากความตายไปสู่ชีวิตนิรันดร์
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 59
- :

พระธรรมเอเฟซัส 2:1-10
เอเฟซัส 2:1-10 THSV11
[1] ท่านทั้งหลายตายโดยการละเมิดและการบาปของท่าน [2] เมื่อก่อนพวกท่านเคยดำเนินชีวิตในการบาปนั้นตามวิถีของโลกนี้ ตามผู้ครอบครองที่มีอำนาจในฟ้าอากาศ คือวิญญาณที่ทำกิจอยู่ในพวกคนที่ไม่เชื่อฟังในเวลานี้ [3] เมื่อก่อนเราทุกคนเคยประพฤติเหมือนพวกเขาตามตัณหาของเนื้อหนัง คือทำตามความต้องการของเนื้อหนังและของความคิด โดยวิสัยแล้วเราจึงเป็นคนที่สมควรได้รับการลงโทษเหมือนอย่างคนอื่นๆ [4] แต่พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา พระองค์ทรงรักเราโดยความรักอันใหญ่หลวงของพระองค์ [5] ถึงแม้ว่าเราเป็นคนตายเนื่องจากการละเมิด พระองค์ยังทรงทำให้มีชีวิตอยู่ร่วมกับพระคริสต์ (พวกท่านได้รับความรอดแล้วด้วยพระคุณ) [6] และพระองค์ทรงทำให้เราเป็นขึ้นมาด้วยกันกับพระคริสต์ และทรงให้เรานั่งด้วยกันกับพระองค์ในสวรรคสถานในพระเยซูคริสต์ [7] เพื่อว่าในยุคต่อๆ ไป พระองค์จะทรงสำแดงพระคุณอันอุดมเหลือล้นของพระองค์ ด้วยพระกรุณาที่มีต่อเราในพระเยซูคริสต์ [8] เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รับความรอดแล้วด้วยพระคุณโดยทางความเชื่อ ความรอดนี้ไม่ใช่มาจากตัวท่าน แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า [9] ไม่ใช่มาจากการกระทำ เพื่อไม่ให้ใครอวดได้ [10] เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ทำการดี ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ก่อนแล้วเพื่อให้เราดำเนินตาม
เฮ้โฮ "เรามารับพระเมตตา .... จนชีวิตนิรันดร์"
- Details
- Written by: Chatrapong meesa
- Category: พระคริสต์ธรรมคัมภีร์
- Hits: 70
- :

ข้อความ “เรามารับพระเมตตา จนชีวิตนิรันดร์” มีลักษณะเป็นบทสวดหรือบทเพลงสรรเสริญในบริบทคริสต์ศาสนา (น่าจะเป็นคาทอลิกหรือโปรเตสแตนต์ที่ใช้ภาษาไทย) แม้จะไม่ใช่พระคัมภีร์โดยตรง แต่สะท้อนหลักเทววิทยาสำคัญเรื่อง พระเมตตา (mercy) และ ชีวิตนิรันดร์ (eternal life)
1. วิเคราะห์คำศัพท์
· “เรามารับ” : เป็นการแสดงท่าทีของชุมชนผู้เชื่อ — ไม่ใช่การรับโดยอัตโนมัติ แต่เป็นการเปิดใจยอมรับพระเมตตาที่พระเจ้าประทานให้ก่อนเสมอ (ดู โรม 3:24)
24"แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เขาเป็นผู้ชอบธรรมโดยไม่คิดมูลค่าโดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว"
· “พระเมตตา” : ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ใช้คำว่า ἔλεος (eleos) หมายถึงความกรุณาที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์ที่ทำผิด ไม่ใช่เพราะมนุษย์ดีพอ แต่เพราะความรักของพระองค์ (อฟ. 2:4-5)
เอเฟซัส 2:4-5 KJV
[4] แต่พระเจ้า ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณา เพราะเหตุความรักอันใหญ่หลวง ซึ่งพระองค์ทรงรักเรานั้น [5] ถึงแม้ว่าเมื่อเราตายไปแล้วในการบาป พระองค์ยังทรงกระทำให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ (ซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณ)
“จนชีวิตนิรันดร์” : คำว่า “จน” ในที่นี้ไม่ใช่เงื่อนไขเวลา แต่เป็นเป้าหมายหรือผลลัพธ์ — การรับพระเมตตานำไปสู่ชีวิตนิรันดร์ ชีวิตนิรันดร์ใน ยอห์น 17:3
[3] และนี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือที่เขารู้จักพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงใช้มา คือการรู้จักพระเจ้าและพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่แค่ระยะเวลาที่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่เป็นคุณภาพชีวิตที่สัมพันธ์กับพระองค์
1. ความสัมพันธ์ระหว่างพระเมตตาและชีวิตนิรันดร์
ในเทววิทยาคริสต์ ชีวิตนิรันดร์เป็นของประทาน (ของฟรี) ที่เกิดจากพระเมตตา ไม่ใช่จากผลงานของมนุษย์ (ทิตัส 3:5)ทิตัส 3:5 KJV
[5] พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจบังเกิดใหม่ และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ การ “รับ” พระเมตตาจึงเท่ากับการยอมรับความรอดโดยความเชื่อ (อฟ. 2:8-9) ข้อความนี้เตือนว่า เราไม่ได้ไปถึงชีวิตนิรันดร์ด้วยความพยายามของตัวเอง แต่โดยการเปิดรับพระเมตตาที่พระเจ้าประทานในพระเยซูคริสต์เท่านั้น
1. มิติของ “การมารับ” ร่วมกัน
คำว่า “เรามา” แสดงถึงคริสตจักรในฐานะประชากรของพระเจ้า ไม่ใช่ความเชื่อส่วนตัวโดดเดี่ยว — สอดคล้องกับข้อความที่ว่า “ท่านทั้งหลายที่เคยเป็นคนห่างไกล ได้มาใกล้ชิดโดยโลหิตของพระคริสต์” (อฟ. 2:13) การรับพระเมตตาทำให้เราอยู่ในสามัคคีธรรมแห่งชีวิตนิรันดร์ตั้งแต่บัดนี้ (1 ยอห์น 5:11-13)
1. ประยุกต์ใช้ในชีวิตผู้เชื่อ
· ความมั่นใจในความรอด : ไม่ต้องกลัวการพิพากษา เพราะพระเมตตาเป็นรากฐานของชีวิตนิรันดร์ (ฮบ. 4:16)
ฮีบรู 4:16 KJV
[16] ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลายจงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะได้พบพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ
https://bible.com/bible/175/heb.4.16.KJV·
การดำเนินชีวิต : เมื่อรับพระเมตตาแล้ว ผู้เชื่อถูกเรียกให้มีเมตตาต่อผู้อื่น (มธ. 5:7)
มัทธิว 5:7 KJV
[7] บุคคลผู้ใดมีใจกรุณา ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับพระกรุณา
https://bible.com/bible/175/mat.5.7.KJV
และชีวิตนิรันดร์เริ่มต้นที่การรู้จักพระเจ้าในปัจจุบัน
สรุป: ข้อความนี้เป็นการสรุปสั้นๆ ของ ข่าวประเสริฐ — มนุษย์ไม่สามารถทำให้ตัวเองมีชีวิตนิรันดร์ได้ แต่เมื่อเขามารับพระเมตตาจากพระเจ้า ชีวิตนิรันดร์ก็เกิดขึ้นในตัวเขาทันที โดยความเชื่อในพระคริสต์ และจะสมบูรณ์ในวันสุดท้าย
" แท้ที่จริงเราเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ "
อพยพ 19:5-6 TNCV
[5] บัดนี้หากเจ้าทั้งหลายเชื่อฟังเราอย่างหมดใจและรักษาพันธสัญญาของเรา เจ้าก็จะเป็นกรรมสิทธิ์ล้ำค่าของเราจากประชาชาติทั้งปวงทั่วโลก ถึงแม้ทั้งโลกนี้เป็นของเรา [6] แต่เจ้าจะเป็นอาณาจักรแห่งปุโรหิตและเป็นชนชาติที่บริสุทธิ์สำหรับเรา’ เจ้าจงบอกชนชาติอิสราเอลตามนี้”
9/exo.19.5-6.TNCV
Page 1 of 11